<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>iMenn (เม่น) &#187; วิเคราะห์ตนเอง</title>
	<atom:link href="http://www.imenn.com/tag/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.imenn.com</link>
	<description>บันทึกการเดินทางของชีวิตไอ้เม่น: ชายหนุ่มร่างท้วม ผู้สุรุ่ยสุร่ายในความฝันและอิสรภาพ ปัจจุบันทำงานออกแบบกราฟฟิค และพัฒนาเว็บไซต์</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2010 15:28:56 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV</title>
		<link>http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Aug 2009 18:28:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[เวิร์ดเพรส]]></category>
		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/?p=746</guid>
		<description><![CDATA[ผมดูแล้วยังอึ้งว่าตัดต่อจนเล่าออกมาเป็นเรื่องเป็นราวมาก นี่แหละหนาที่เค้าเรียกว่า วงการมายา สามารถทำคนเสียงเหียกร้องเพลงเพราะได้ และสามารถทำให้กระผมพูดจาเท่ๆ ได้ :P ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเดือนก่อน คุณพัชเคย <a href="http://www.ipattt.com/2009/fukduk-tv-tigeridea/">บันทึกไว้ว่า Fukduk.tv ได้มาเยี่ยมออฟฟิศ TiGER iDEA และสัมภาษณ์กระผม</a></p>
<p>ตอนนี้ทีมงานได้ตัดต่อเรียบร้อยแล้ว ผมดูแล้วยังอึ้งว่าตัดต่อจนเล่าออกมาเป็นเรื่องเป็นราวมาก นี่แหละหนาที่เค้าเรียกว่า วงการมายา สามารถทำคนเสียงเหียกร้องเพลงเพราะได้ และสามารถทำให้กระผมพูดจาเท่ๆ ได้ <img src='http://www.imenn.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  (แต่ทำให้กระผมดูอ้วนกว่าตัวจริงไปมากเทียว จ๊ากกก <img src='http://www.imenn.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  )</p>
<div class="wp-caption aligncenter"><embed src="http://fukduk.tv/player/flvplayer.swf" width="450" height="252" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" flashvars="width=450&#038;height=252&#038;displayheight=252&#038;overstretch=true&#038;callback=http://fukduk.tv/logging/embed/mp4&#038;file=http://file.fukduk.tv/channel/28/024/024.mp4&#038;image=http://fukduk.tv/files/imagecache/snapshot_normal/files/episode/snapshot/CH28-EP24-ss-01.jpg"/>
<p class="wp-caption-text">สัมภาษณ์ออกรายการ My Design</p>
</div>
<p>ขอบคุณทาง <a href="http://fukduk.tv/28/024">รายการ My Design แห่ง FukDuk.TV</a> มากๆ คร้าบ มีทั้งวีดีโอให้ดู ให้โหลด หลายรูปแบบมั่กๆ</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2009/04/superior-way/" title="วิถีแห่งเจ้าสำนัก">วิถีแห่งเจ้าสำนัก</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/09/what-gov-web-should-be-keynote/" title="บรรยายเรื่อง เว็บรัฐบาลควรทำอย่างไรดี?">บรรยายเรื่อง เว็บรัฐบาลควรทำอย่างไรดี?</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/07/wide-blog-happens/" title="ธีมข้าพเจ้าอ้วน (Wide Blog Happens)">ธีมข้าพเจ้าอ้วน (Wide Blog Happens)</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/" title="ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า">ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/05/cms-showdown-barcamp-bangkok-3/" title="ประชันเหล่า CMS ณ บาร์แคมป์">ประชันเหล่า CMS ณ บาร์แคมป์</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>20</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า</title>
		<link>http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Jul 2009 19:35:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[บ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/?p=673</guid>
		<description><![CDATA[ชาติ กอบจิตติ ทิ้งชีวิตสำมะเลเทเมา แล้วไปอาศัยในไร่อันห่างไกลที่เขาใหญ่, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เลือกที่จะอยู่และทำงานใน "หุบเขาฝนโปรยไพร" ที่ห่างไกลผู้คน, 'รงค์ วงษ์สวรรค์ สร้าง "สวนทูนอิน" ขึ้นมาจากพื้นที่ในป่า ที่ตามหามาทั้งชีวิต...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชาติ กอบจิตติ ทิ้งชีวิตสำมะเลเทเมา แล้วไปอาศัยในไร่อันห่างไกลที่เขาใหญ่, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์  เลือกที่จะอยู่และทำงานใน &#8220;หุบเขาฝนโปรยไพร&#8221; ที่ห่างไกลผู้คน, &#8216;รงค์ วงษ์สวรรค์ สร้าง &#8220;สวนทูนอิน&#8221; ขึ้นมาจากพื้นที่ในป่า ที่ตามหามาทั้งชีวิต</p>
<p>ส่วนผมล่ะ?, ผมเองก็กำลังตามหาสวนทูนอินของผมอยู่เช่นกัน</p>
<div id="attachment_674" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.imenn.com/files/2009/07/IMG_1622.jpg"><img class="size-medium wp-image-674" title="IMG_1622" src="http://www.imenn.com/files/2009/07/IMG_1622-600x450.jpg" alt="IMG_1622" width="600" height="450" /></a><p class="wp-caption-text">คำบรรยายใต้ภาพสวนทูนอิน</p></div>
<p style="text-align: center;">
<p>บางบทรำพึงเกิดขึ้น พาดพิงถึง <a href="http://www.tuneingarden.com/tunein/">สวนทูนอิน</a> หลังจากได้เยือน <a href="http://people-space.blogspot.com/">People Space</a> ซึ่ง <a href="http://www.tuneingarden.com/cmsdetail.php?id=631">แสดงภาพชีวิตของ &#8216;รงค์ วงษ์สวรรค์</a></p>
<p>ไปกับ<a href="http://www.jongblog.com">ท่านจ๋ง</a> (ผู้ถ่ายภาพทั้งมวลในบันทึกนี้) และท่านปุ๊ ได้หนังสือติดมือมาบ้าง แต่ความคิดถึงยังติดใจไม่รู้คลาย</p>
<div id="attachment_675" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.imenn.com/files/2009/07/IMG_1626.jpg"><img class="size-medium wp-image-675" title="บรรยากาศในแกลอรี" src="http://www.imenn.com/files/2009/07/IMG_1626-600x450.jpg" alt="บรรยากาศในแกลอรี" width="600" height="450" /></a><p class="wp-caption-text">บรรยากาศในแกลอรี</p></div>
<div id="attachment_677" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.imenn.com/files/2009/07/IMG_1625.jpg"><img class="size-medium wp-image-677" title="IMG_1625" src="http://www.imenn.com/files/2009/07/IMG_1625-600x450.jpg" alt="ตุ๊กตา" width="600" height="450" /></a><p class="wp-caption-text">ตุ๊กตา</p></div>
<div id="attachment_676" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><a href="http://www.imenn.com/files/2009/07/IMG_1623.jpg"><img class="size-medium wp-image-676" title="IMG_1623" src="http://www.imenn.com/files/2009/07/IMG_1623-600x450.jpg" alt="IMG_1623" width="600" height="450" /></a><p class="wp-caption-text">&quot;ช่างภาพรุ่นโบราณ ศรัทธาในแสงแดด&quot;</p></div>
<p>&#8216;รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นฮีโร่ในวัยเด็กของผม ซึ่งเป็นวัยเด็กที่เรียบร้อยและขังตัวเองอยู่ในบทบาทของเด็กเรียน-เด็กดี &#8216;รงค์จึงเหมือนคาวบอยในภาพยนต์ที่โลดแล่นอย่างผาดโผนและมีชีวิตที่น่ารื่นรมย์ให้จินตนาการถึง</p>
<p>เหมือนนกในกรง ที่จินตนาการถึงอิสรภาพภายนอก ที่ตนเองไม่คิดว่าจะได้ใช้ชีวิตเช่นนั้นบ้าง</p>
<p>เสียดายที่วัยหนุ่มของผมนั้น เสพติดความเศร้าและความเหงาเยี่ยงคนหนุ่มร่วมสมัยมากเกิน คิดแต่ว่าความเศร้านั้นเท่ ความเหงานั้นลึกซื้ง จนลืมไปว่าชีวิตคืออิสรภาพแห่งการเลือกของเจ้าของชีวิตต่างหาก</p>
<p>จนเมื่อตัวเลขของขีวิตย่างเข้าสามสิบ ที่คนทั่วไปกล่าวว่าเป็นวัยกลางคน ผมจึงได้ตระหนัก และพบหนทางอันรื่นรมย์ของอิสรภาพ ซึ่งแลกมาด้วยความเคว้งคว้างของการดำรงชีวิตที่ไม่อิงกลุ่ม ผมเรียกรอยต่อของชีวิตนี้ว่า &#8220;การหลุดออกจากปมของพ่อ&#8221; ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยอมรับตัวเอง อย่างที่ตัวเองเป็นจริงๆ ไม่ต้องอาศัยคำชมของเจ้านาย หรือรอคอยคำสั่งของผู้ใดในการดำเนินชีวิต, ไม่โหยหากฎระเบียบ จารีต หรือศีลธรรมที่ให้เราได้พึ่งพิงและสร้างข้ออ้าง (ฉันดีกว่า/ถูกต้องกว่า/ชีวิตชั้นทำแบบนั้นแบบนี้ไม่ได้หรอก เพราะ &#8230; ฯลฯ), ไม่รู้สึกว่าชีวิตนั้นมีแพทเทิร์นที่ต้องเปรียบเทียบกับใคร ไม่ถือสาในความห่วงหาและคำติฉินมากนัก (เช่น เม่นมันอายุเท่านี้แล้ว ยังไม่มี &#8220;งานที่มั่นคง&#8221; ทำเลย <img src='http://www.imenn.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> ) ฯลฯ</p>
<p>แต่ชีวิตที่ร่อนเร่มาโดยตลอด และไม่เคยคิดจะมีบ้าน กลับเพ่ิงมารู้สึกว่าอยากจะมีบ้าน เคยบันทึกใน <a href="http://www.imenn.com/2007/03/blog-tag/">เรื่องส่วนตัวที่ไม่ค่อยมีคนรู้ 5 ประการ</a> ว่าผมเองไม่ใช่คนเรื่องมาก ดังนั้นถ้าจะมีบ้าน ให้แฟนตัดสินใจดีกว่า</p>
<p>แต่เมื่อพบความจริงว่า หาแฟนน่าจะหายากกว่าหาบ้าน ผมจึงคิดว่าหาบ้านก่อนก็ได้ แล้วค่อยหาแฟนในจังหวัดนั้นแทน</p>
<p>เพราะผมค่อนข้างแน่ใจว่าจะไม่ได้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ต่อ แต่จะเป็นที่ไหนนั้น ก็ยังเสาะหาอยู่ ลองพยายามคิดว่า เงื่อนไขคืออะไร ก็พบว่าไม่ได้มากมายนัก</p>
<ol>
<li>อากาศดี</li>
<li>มีต้นไม้เยอะ</li>
<li>มีอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง</li>
<li>สามารถเดินทางมากรุงเทพได้ภายใน 1 วันแบบไม่ลำบาก</li>
<li>ค่าครองชีพไม่สูงนัก (ผมชอบที่ &#8216;รงค์ ด่าว่า คนหนุ่มสาวในเมือง เงินเดือน 2-3 หมื่น แม่งใช้ชีวิตแพงชิบหาย)</li>
</ol>
<p>ซึ่งเป็นแผนการระยะยาว ก็ค่อยๆ ดู ค่อยๆ ตัดสินใจไป เดินทางไปหลายแห่ง เริ่มชอบเชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, พิษณุโลก, บางกระเจ้า แต่ก็ยังต้องดูไปอีกเรื่อยๆ</p>
<p>ชอบที่ท่านโอโชกล่าวว่า &#8220;ชีวิตคือการจาริกแสวงหาที่งดงามอย่างเหลือเกิน แต่สำหรับผู้พร้อมจะแสวงหาเท่านั้น&#8221;</p>
<p>กระผมก็ต้องแสวงหาต่อไป พร้อมกับการเดินทางที่งดงามอย่างเหลือเกิน</p>
<p>(หากท่านผู้อ่านมีที่ไหนแนะนำ ทิ้งข้อความไว้ได้นะคร้าบ <img src='http://www.imenn.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> )</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/" title="ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV">ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/04/superior-way/" title="วิถีแห่งเจ้าสำนัก">วิถีแห่งเจ้าสำนัก</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/02/great-computer-term/" title="คำศัพท์สวยๆ ในโลกไอที">คำศัพท์สวยๆ ในโลกไอที</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2008/11/law-of-attraction-karma-destin/" title="แรงดึงดูดและการอุบัติซ้ำ กรรมและพรหมลิขิต">แรงดึงดูดและการอุบัติซ้ำ กรรมและพรหมลิขิต</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2002/02/free/" title="ว่าง = ไม่ดิ้นรน">ว่าง = ไม่ดิ้นรน</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิถีแห่งเจ้าสำนัก</title>
		<link>http://www.imenn.com/2009/04/superior-way/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2009/04/superior-way/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Apr 2009 15:55:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[เวิร์ดเพรส]]></category>
		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/?p=463</guid>
		<description><![CDATA[ผมเป็นพวกมีความสุขกับการได้เข้าใจตัวเอง คือย่ิงค้นหาว่าตนเองชอบทำอะไร ควรทำอะไร และวางแผนร้อยแปดให้ได้ดั่งใจ - แล้วมีความสุข]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเป็นพวกมีความสุขกับการได้เข้าใจตัวเอง คือย่ิงค้นหาว่าตนเองชอบทำอะไร ควรทำอะไร และวางแผนร้อยแปดให้ได้ดั่งใจ &#8211; แล้วมีความสุข</p>
<p>ในช่วงหลายปีมานี้ จึงได้บันทึกเกี่ยวกับการเติบโตของชีวิตอยู่บ่อยครั้ง (ป้ายคำ: <a href="http://www.imenn.com/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87/">วิเคราะห์ตนเอง</a>) พบว่า การวางแผนและเลือกวิถีอาชีพ+วิถีชีวิต ที่คนทัวไปน่าจะทำได้ตั้งแต่สมัยเรียน ผมเองเพิ่งมาชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีนี้เอง</p>
<h3>ขอตั้งชื่อวิถีชีวิตนี้ว่า วิถีแห่งเจ้าสำนัก</h3>
<p>แม้ไม่ลุ่มลึก และซ้าย อย่าง <a href="http://www.jongblog.com/">ท่านจ๋ง</a> , ไม่ตระหนักในทุน และการขาย อย่าง <a href="http://www.ipattt.com/">ท่านพัช</a> , ผมเองก็ไม่อาจปฏิเสธว่า วิถีชีวิตที่ผมเลือกนี้ เอียงซ้ายนิดๆ และต้องหาเงินหน่อยๆ ผมเลือกที่จะมีชีวิตแบบศิลปินตามใจฉัน กับมีวินัยและบ้างาน (อย่างที่เคยบันทึกว่า <a href="http://www.imenn.com/2006/02/work-work-work/">ผมเป็นพวกทำงานตลอดเวลา พักผ่อนตลอดเวลา</a>) มีอุดมคติสวยหรู (เช่น ไม่ยุ่งกับการทุจริต) แต่ก็ยังรับใช้อำนาจทั้งหลาย (เงินของการคอรัปชั่นต้องมาถึงผมซักทางหนึ่ง &#8211; อาจจะอยู่ในรถไฟฟ้า บันไดเลื่อน ถนน ฯลฯ ที่ผมใช้อยู่ หรือผมเองก็ได้เงินเดือน จากการทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับคนที่ไม่โปร่งใสอยู่บ้าง)</p>
<h3>ทรรศนะต่างๆ ของผม ก่อนที่จะออกแบบวิถีชีวิต</h3>
<h3>1. องค์กรควรมีขนาดเล็ก</h3>
<p>ผมคิดว่า องค์กรที่มีขนาดใหญ่และมีอำนาจนั้นมีข้อเสียหลายด้าน เชื่องช้า ไม่มีประสิทธิภาพ และรั่วไหล ผมจึงคิดว่า รัฐควรมีขนาดเล็ก บริษัทควรมีขนาดเล็ก และแม้แต่บุคคลเอง ก็ควรจะครอบครองสิ่งจำเป็นและสิ่งฟุ่มเฟือยไว้ไม่มากนัก</p>
<p>(หากชีวิตไม่ต้องการสิ่งฟุ่มเฟือย ผมว่าพระพุทธเจ้าออกแบบ &#8220;อัฐบริขาร&#8221; มาชัดเจนแล้ว นั่นคือ วัตถุที่จำเป็นของชีวิต มีแค่ 8 อย่างเท่านั้นเอง &#8211; ผมยังรักในกิเลสและชีวิตฆราวาสอยู่ ผมเลยบอกว่า ผมยังต้องมีสิ่งฟุ่มเฟือย จะเห็นว่า ผมไม่ใช้คำว่า พอเพียง เพราะคำว่าพอเพียงนั้นไม่มีนิยาม ผมขอเรียกสิ่งที่เกินอัฐบริขารว่าฟุ่มเฟือยเลยดีกว่า)</p>
<p>ผมเห็นว่า องค์กรขนาดใหญ่ ค่าใช้จ่ายจำนวนมากจะไปที่ &#8220;การจัดการ/บริหาร/บัญชี&#8221; มากกว่า &#8220;การสร้างสรรค์&#8221; และการบริหารบริษัทใหญ่นั้นเลี่ยงการไร้น้ำใจได้ยาก ต่อให้ผมเป็นผู้บริหาร/เจ้าของบิ๊กซี ผมก็ต้องซื้อของจากบริษัทที่ราคาถูก ที่กดขี่แรงงาน สร้างมลภาวะ ฯลฯ เพราะตัวเลขชี้วัดในระบบทุนนั้นมีจำกัด</p>
<p>หรือแม้แต่รัฐ กองทัพ มวลชน สถาบัน ฯลฯ ผมเห็นว่าความใหญ่โตนั้นสร้างผลเสียได้มาก และการจะรักษาความใหญ่โตนั้น จะเหลือแค่เรื่องตื้นเขินร่วมกันไม่กี่ข้อ ผสมกับการโฆษณาชวนเชื่อ และสร้างภาพเพ้อเจ้อของฝ่ายตรงข้าม/คู่แข่ง</p>
<p>ทรรศนะรังเกียจ &#8220;การจัดการ/การโฆษณาชวนเชื่อ/บัญชี&#8221; ชื่นชม &#8220;การสร้างสรรค์/ประสิทธิภาพ/อิสรชน&#8221; นั้น ผมวิเคราะห์ว่า สงสัยเป็นเพราะผมเรียนวิศวะ (ซึ่งเรียนไปโดดไป) และสอบ MBA ไม่ติดนั่นเอง <img src='http://www.imenn.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<h3>2. เงิน, งาน, ความสุข เมื่อแลกเปลี่ยนกันจะสูญเสียบางส่วน</h3>
<p>หากเราทำงานได้เงิน นำเงินไปซื้อความสุข เราจะเสีย &#8220;ค่าธรรมเนียม&#8221; บางอย่าง เช่น ภาษี, ความรอบคอบในการตัดสินใจซื้อความสุข (&#8230;ซื้อหน่อยน่า ทำงานหนักมาทั้งเดือนนะ!&#8230;) ฯลฯ ผมจึงพยายามออกแบบชีวิตด้วยเงื่อนไขแรกว่า ต้องได้ทำงานแล้วมีความสุขก่อน</p>
<p>และการใช้เงินเป็นศูนย์กลางระหว่างงานและความสุข จะทำให้เราต้องเสียภาษี ซึ่งผมคิดว่า การเสียภาษีมาก เป็นการบ่อนทำลายสังคมอย่างหนึ่ง (เพราะทำให้รัฐมีขนาดใหญ่  สร้้างแรงจูงใจให้คอรัปชั่นสูง) ดังนั้น ผมจึงพยายามออกแบบวิถึชีวิตด้วยเงื่อนไขอีกข้อว่า เรามีทางไหนมั้ย ที่จะทำงาน มีความสุข ได้เงินไม่มากนัก แต่ได้ผลตอบแทน (หรือความสุข) ด้านอื่นมากกว่า นั่นคือ ได้ตัวเงินน้อย แต่ได้ปัจจัยพื้นฐานครบถ้วน และได้ความฟุ่มเฟือยแถม</p>
<p>นอกจากนั้น ความสุขที่เหนือระดับการปรนเปรอตนเอง คือการได้ทำเพื่อสังคม, ได้รับการยอมรับ และภาคภูมิใจในตนเอง (อย่างที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Maslow's_hierarchy_of_needs">ท่านมาสโลว์กล่าวไว้</a> ) ซึ่งหากเราต้องใช้เงินซื้อ มันจะมีราคาแพงมาก ถ้าไป &#8220;ทำงานแลก&#8221; จะมีราคาคุ้มค่ากว่า</p>
<p>และความสุขในระดับที่เหนือกว่าที่มาสโลว์กล่าวไว้ คือ<a href="http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/interest/part9.2.html">ความสุข 10 ระดับของพระพุทธเจ้า</a> &#8211; ย่ิงไม่อาจใช้เงินซื้อมาได้เลย</p>
<p>นั่นเลยกลายเป็นว่า เงิน จำเป็นสำหรับปัจจัยพื้นฐาน กับของฟุ่มเฟือยบางอย่าง นอกนั้นไม่ควรใช้เงินซื้อ</p>
<h3>3. โลกของ Opensource มีตัวอย่างองค์กรในอุดมคติจำนวนมาก</h3>
<p>ผมขอยกตัวอย่างท่านศาสดา <a href="http://ma.tt/">Matt</a> องค์กร <a href="http://automattic.com/">Automattic</a> และ <a href="http://www.wordpress.org">Wordpress</a></p>
<p>น้อง Matt เพิ่งจะเบญจเพสเมื่อต้นปี แต่ได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากคือ Wordpress ซึ่งเป็นระบบทำเว็บแบบง่ายโคตร โดยทำให้ Wordpress เป็น Opensource ที่ใครจะเอาไปใช้ ไปพัฒนาต่อ อย่างไรก็ได้ และสร้างบริษัท Automattic ที่รับให้คำปรึกษาและทำเว็บด้วย Wordpress  อีกที</p>
<p>ข้อเจ๋งก็คือ บริษัทของเค้าประกอบด้วยทีมงานจากทุกมุมโลก ซึ่งหลักๆ ก็คือ คนที่สนใจในโครงการของเค้า และมาเข้าร่วมสม่ำเสมอ จนเค้าดึงตัวมาเป็นพนักงาน นั่นหมายความว่า บริษัทของเค้าไม่ต้องมี HR หรือกระบวนการหาพนักงาน</p>
<p>พนักงานทุกคน ได้ดูแลโปรเจ็คของตนเองเต็มๆ บางอันผมดูแล้วก็ธรรมดา แต่พอเป็น &#8220;เครือข่ายของทีมงาน Wordpress&#8221; ก็ทำให้มีอาสาสมัครเข้าร่วมมาก และพัฒนาจนดีได้ในที่สุด ซึ่งแปลว่า สิ่งสำคัญที่บริษัทของ Matt ให้นั้นไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่เป็นเครดิต ซึ่งนำมาทั้ง Resource และ แรงบันดาลใจ (ผมเคยบันทึกเรื่องนี้ว่า <a href="http://www.imenn.com/2005/11/designedge-2005/">แรงบันดาลใจนั้น สำคัญกว่าจินตนาการและความรู้</a>) และความรู้หลายเรื่องนั้นอยู่ใน Internet และสังคม Opensource อยู่แล้ว นั่นคือ บริษัทของเค้าจึงไม่ต้องมีการ Training ที่เป็นค่าใช้จ่ายแบบบริษัททั่วไป แต่มีการสร้างทีมที่แทบไม่มีค่าใช้จ่าย ลองดูสไลด์ <a href="http://wordpress.tv/2009/01/22/wordcamp-tel-aviv-2008-raanan-bar-cohen-seven-tips-for-virtual-collaboration-slides/">Virtual Collaboration</a> จะพบว่า เป็นทีมที่สุดยอดมาก</p>
<p>นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า Wordpress ยังออกแบบส่วนกลาง และให้คู่มือมาดีมาก ทำให้มีคนทำส่วนต่อเพิ่มอย่างละนิดละหน่อยให้เต็มไปหมด และเมื่อทุกคนทำ ทุกคนก็เอาไปใช้ได้หมด แปลว่า บริษัทของเค้า ไม่ต้องมีแผนก R&amp;D</p>
<p>และ Concept ของเค้าที่ว่า จะไม่เอาเงินไปทำประชาสัมพันธ์ แต่จะเอาไปทำให้ผลิตภัณฑ์ดีที่สุดในโลก ทำให้บริษัทไม่ต้องมีแผนก PR และ Marketing อาศัยว่า Product ดี และบอกต่อกันอย่างเดียวเลย</p>
<p>และเมื่อเป็นองค์กรที่เล็กกระจ๋ิว และอยู่ข้ามโลกแบบนี้ ก็ย่อมไม่จำเป็นต้องมีแผนกจัดซื้อ, สต็อก, จัดส่ง, ไอที, เอกสาร, ต้อนรับ, ตรวจประเมินภายใน ฯลฯ &#8211; โคตร lean เลย</p>
<p>ผมคิดว่า Matt คงไม่รวยนัก ยิ่งถ้านับจำนวนเงินจริงๆ คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าติดตามบล็อกของเค้า จะพบว่า เค้าได้บินไปสังสรรค์ ปาตี้ พบปะและพัฒนาตนเอง ในแต่ละประเทศทั่วโลกเต็มไปหมด มีผู้คนที่ชื่นชม และอำนวยความสะดวกให้จำนวนมากเวลาที่เค้าไปในแต่ละประเทศ ซึ่งผมเห็นว่า มากกว่าที่เศรษฐีระดับโลกซักคนจะสามารถทำได้เสียอีก</p>
<p>นั่นคือ มันมีโมเดลที่สามารถสร้างบริษัทที่เล็ก แต่ประสิทธิภาพสูง, สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ และมีประโยชน์ต่อโลก โดยที่ทุกคนในบริษัท ต่างแค่เพียง &#8220;ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด&#8221; เท่านั้นเอง</p>
<hr />ผมเลยพยายามคิดว่า แล้วมันมีอยู่ในอดีตหรือเปล่าหว่า? ไอ้โมเดลแบบนี้ จนกระทั่งพบว่า มันก็คล้ายๆ กับเจ้าสำนัก นั่นเอง</p>
<h3>วิถีแห่งเจ้าสำนัก</h3>
<ol>
<li>เร่ิมจากสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ ผลิตภัณฑ์ที่สุดยอด ไม่ว่าจะเป็นยอดวิชา, ความรู้, คำปรึกษา</li>
<li>รักษาองค์กรให้เล็ก ใช้การบริหารจัดการน้อย ซึ่งหากเริ่มด้วย &#8220;ความชอบ&#8221; หรือ &#8220;ศรัทธา&#8221; แล้ว ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น แต่ในอดีตก็คงเห็นข้อเสียที่ว่า การสืบทอดมักจะมีปัญหา กรณีนี้องค์กร Opensource ออกแบบมาดีมาก คือ มีปัญหาก็แยกไปทำต่อได้เลย (เหมือนดาวน์โหลดวิทยายุทธท่านเจ้าสำนัก แล้วไปสร้างสำนักใหม่ได้ทันที) ส่วนพระพุทธเจ้าใช้วิธี &#8220;มีปัญหาก็ยึดพระธรรม ไม่ให้ยึดบุคคล&#8221; ซึ่งทำให้ผมคิดว่า หากไม่สามารถกลั่นกรองทุกอย่างเป็นคัมภีร์ระดับนั้นได้ บริษัทก็ควรเกิดและดับไปตามเวลาต่างหาก จะสร้างองค์กรอมตะไปทำไม?</li>
<li>ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจให้น้อย ไม่รับใช้รัฐมากนัก ไม่แสวงหาลาภยศมากนัก เพราะ &#8220;คนรวยก็มีปัญหาของคนรวย&#8221;, &#8220;ข้าราชการก็มีปัญหากับโครงสร้างเสมอ&#8221; ฯลฯ เมื่อไม่ต้องรับ input แย่ๆ จากหน่วยงานขนาดใหญ่ที่มีปัญหา ก็สามารถทำให้เจ้าสำนักสามารถทุ่มเทให้กับยอดวิชาของตนเองได้เต็มที่</li>
<li>ผลตอบแทนที่เจ้าสำนักได้ อาจเป็นตัวเงินไม่มากนัก แต่ปัจจัยพื้นฐาน และความฟุ่มเฟือยทั้งหลาย ก็หามาได้ตามความสามารถ</li>
<li>ทำให้เป็นที่รู้จัก ไม่ว่าจะโดยตรงกับผู้คนโดยรอบ หรือสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนกระทั่งมีคนบอกต่อ และมาเชื้อเชิญร่วมสังสรรค์กันเป็นครั้งคราเพราะแม้เจ้าสำนัก ไม่ควรจะแสวงหาลาภยศ มากนัก แต่ผมว่าโดยจริต ก็ยังต้องแสวงหา สรรเสริญและสุข อยู่ดี</li>
</ol>
<hr />ปัจจุบันวิถีแห่งเจ้าสำนัก ผมเห็นว่าต้องเป็นบริษัทเอกชนขนาดเล็ก เพราะอิสระสูงกว่าองค์กรอื่นๆ แม้จะมีปัญหากับระบบแย่ๆ อย่างสรรพากรกับประกันสังคมบ้าง แต่ก็ยังมีพลังที่จะทำอะไรต่อมิอะไร</p>
<p>มิเช่นนั้นก็ต้องนอกระบบไปเลย แล้วให้ในระบบคงความเป็นที่ปรึกษาไว้ แต่เงินที่ใช้ผลักดันทั้งหมดอยู่นอกระบบ</p>
<p>ฯลฯ</p>
<p>เทียบแล้วเหมือนชีวิตแห่งเจ้าสำนักของกระผมก็เหมือนเพิ่งเริ่มต้น ตอนนี้ได้แต่ฝึกวิทยายุทธอยู่ในป่า ได้รับคำเชิญมาไถนาในเมืองบ้างเป็นครั้งคราว ยังต้องเดินทางอีกไกลนัก</p>
<p>เหมือนที่บอกน้องๆ เด็กแม่ฮ่องสอนในค่ายไอทีวัลเลย์ เมื่อสัปดาห์ก่อน ว่า</p>
<p><strong>&#8220;จงเลือกวิถีชีวิตที่ยากลำบาก และจงทุ่มเทสายเลือดทั้งสิ้นลงในผลงาน&#8221;</strong></p>
<p>ขอคารวะ 1 จอก!!</p>
<p> <img src='http://www.imenn.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>เพิ่มเติม 24 มิ.ย. 2552: &#8220;ทุ่มเทสายเลือดทั้งสิ้นลงในผลงาน&#8221; นำมาจากบันทึก <a href="http://buagern.buataitom.com/node/118-เงื่อนไขลูกผู้ชาย.html">เงื่อนไขลูกผู้ชาย</a></p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/" title="ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV">ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2008/11/law-of-attraction-karma-destin/" title="แรงดึงดูดและการอุบัติซ้ำ กรรมและพรหมลิขิต">แรงดึงดูดและการอุบัติซ้ำ กรรมและพรหมลิขิต</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/" title="ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า">ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/02/great-computer-term/" title="คำศัพท์สวยๆ ในโลกไอที">คำศัพท์สวยๆ ในโลกไอที</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2008/06/wordpress-code-is-poetry/" title="เวิร์ดเพรส &#8211; โค้ดดั่งบทกวี">เวิร์ดเพรส &#8211; โค้ดดั่งบทกวี</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2009/04/superior-way/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>20</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำศัพท์สวยๆ ในโลกไอที</title>
		<link>http://www.imenn.com/2009/02/great-computer-term/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2009/02/great-computer-term/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Feb 2009 15:58:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[กรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/?p=422</guid>
		<description><![CDATA[ภาษานั้นกำหนดกรอบวิธีคิด และในทางกลับกัน เมื่อสร้างกรอบการคิดใหม่ๆ ได้ ก็ต้องสร้างภาษาด้วย ไม่ว่าจะหยิบยืม เปรียบเปรย หรือสร้างคำใหม่]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ภาษานั้นกำหนดกรอบวิธีคิด และในทางกลับกัน เมื่อสร้างกรอบการคิดใหม่ๆ ได้ ก็ต้องสร้างภาษาด้วย ไม่ว่าจะหยิบยืม เปรียบเปรย หรือสร้างคำใหม่</p>
<p>ซึ่งในโลกไอทีนั้นมีคำศัพท์สวยๆ อยู่มากทีเดียว</p>
<h3>Breadcrumb</h3>
<p>เบรดครัม โดยคำศัพท์นั้นแปลว่า เศษขนมปัง ซึ่งในการออกแบบ User Interface เอามาใช้เป็น Navigation หรือข้อความแสดงลำดับขั้นของ &#8220;หน้า&#8221; ต่างๆ ดังรูป (รูปจาก <a href="http://veerle.duoh.com/blog/comments/simple_scalable_css_based_breadcrumbs/" target="_blank">คุณ Veerle</a>) ซึ่งเปรียบเปรยกับ การโปรยขนมปังยามเดินทางเข้าป่า ของเด็กน้อยในนิทานกริม </p>
<div id="attachment_425" class="wp-caption aligncenter" style="width: 490px"><img class="size-full wp-image-425" title="css-breadcrumbs" src="http://www.imenn.com/files/2009/02/css-breadcrumbs.jpg" alt="css-breadcrumbs" width="480" height="40" /><p class="wp-caption-text">Breadcrumb</p></div>
<h3><strong>Avatar</strong></h3>
<p>อาวาทาร์ หรือ อวตาร คือ การแบ่งภาคมาเกิดในโลกของเทพต่างๆ ในโลกไอทีเอามาเปรียบเปรยกับการมีตัวตนมาเกิดใหม่ในอินเตอร์เน็ท ซึ่งก็คือ หน้า icon ต่างๆ ที่เราใส่รูปแทนตัวลงไปนั่นเอง (รูปจาก <a href="http://www.faceyourmanga.com/" target="_blank">เว็บทำอวตารน่ารักๆ</a>)</p>
<div id="attachment_428" class="wp-caption aligncenter" style="width: 490px"><img class="size-medium wp-image-428" title="faceyourmangacom" src="http://www.imenn.com/files/2009/02/faceyourmangacom-480x263.png" alt="Avatar" width="480" height="263" /><p class="wp-caption-text">Avatar</p></div>
<h3>Karma</h3>
<p>กรรม คือ การกระทำ ซึ่งทางพุทธหมายถึง action ต่างๆ ไม่ว่าจะทางกาย วาจา หรือใจ ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี ในทางระบบฟอรัมสมัยใหม่ของโลกไอที นำแนวคิดนี้มาเพื่อให้สมาชิกทุกคนสามารถให้คะแนน &#8220;กรรม&#8221; เพื่อนสมาชิกคนอื่นๆ จากข้อความในกระทู้ต่างๆ ได้, คะแนน &#8220;กรรม&#8221; นี้ อาจเรียกว่าการโหวตความเห็น หรือ Feedback ต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้เห็นว่า การกระทำของตน (การตอบกระทู้) ได้ส่งผลกรรมดีหรือไม่ดีอย่างไรบ้าง และคะแนนกรรมนี้อาจนำไปตั้งค่าบางอย่างได้ เช่น ข้อความที่มีค่า &#8220;กรรม&#8221; ติดลบ ให้ไม่แสดงโดยอัตโนมัติ หรือคนที่ได้คะแนน &#8220;กรรม&#8221; ถึงระดับนึง สามารถมีสิทธิบางอย่างได้</p>
<h3>Virus/Trojan Horse</h3>
<p>คำว่า ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) ได้เกิดก่อน เพื่อเปรียบเปรยการทำงานของโปรแกรมไวรัส ที่คอยป่วนคอมพิวเตอร์ และทำการแพร่ตัว (ก๊อบปี้ตัวเอง) ผ่านสื่อต่างๆ ได้ ซึ่งเหมือนกับไวรัสในชีวิตจริง</p>
<p>ต่อมากลับมีโปรแกรมที่ไม่ได้ทำตัว &#8220;ป่วน&#8221; หรือ &#8220;ทำลายข้อมูล&#8221; หากแต่ ฝังตัวเข้ามาในระบบเพื่อคอยเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น การกดรหัสผ่าน, ข้อมูลบัตรเครดิตในเครื่อง ฯลฯ แล้วส่งกลับไปให้แฮกเกอร์ใช้งาน ซึ่งการทำตัวแบบนี้ เรียกว่า Trojan Horse หรือม้าโทรจัน ซึ่งจะมีลักษณะเดียวกับตอนที่ทัพกรีกใช้ม้าไม้ที่ชื่อ ม้าโทรจัน บรรจุทหารเข้าไป ไปวางหน้าเมืองทรอยที่ตีมา 10 ปีไม่แตกซักที แล้วทำท่าถอยทัพ เมื่อเมืองทรอยเก็บม้าเข้าไปในเมือง ตอนดึกทหารออกมาจากม้า แล้วเปิดประตูให้ทัพกรีกไปตี ก็ทำให้เมืองทรอยย่อยยับไป (สงครามนี้เรียกว่า <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Trojan_War" target="_blank">Trojan War</a>)</p>
<h3 id="dq">Divide and conquer</h3>
<p>ดีไวด์ แอนด์ คองเคอร์ หรือ แบ่งแยกและปกครอง นั้น เป็นยุทธวิธีตั้งแต่โบราณของการสงครามและการเมืองทั้งตะวันออกและตะวันตก (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Divide_and_rule" target="_blank">Wikipedia ละเอียดยิบ</a>) หลักๆ ก็คือ แบ่งกลุ่มคนให้เป็นหน่วยย่อย จะให้ทะเลาะกัน หรือไม่วางใจกันอย่างไรก็แล้วแต่ แล้วค่อยๆ ครอบครองและปกครองทั้งหมด</p>
<p>ในการเขียนโปรแกรม <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Divide_and_conquer_algorithm" target="_blank">Divide and conquer algorithm</a> คือกระบวนการแบ่งปัญหาใหญ่ ให้เป็นปัญหาย่อยๆ แล้วเขียนโปรแกรมวนลูป แก้หน่วยย่อยทีละรูปแบบ เมื่อมาบรรจบกันก็จะแก้ปัญหาใหญ่ได้</p>
<p>ผมเรียนเรื่องนี้ครั้งแรกตอนปี 2 จำได้ว่า ผมรู้สึกว่ามันเป็นการเปรียบเปรยที่ยอดเยี่ยมมาก และทำให้ผมเริ่มสร้างสมการอธิบายกระบวนการคิดตัวเอง เพื่ออธิบายคนอื่นว่า ทำไม ผมจึงเป็นพวกทำอะไรตามใจชอบ, ไม่ถือสาอะไร, ไม่มีหัวใจ, และไม่เห็นว่าอะไรเป็นปัญหา</p>
<blockquote><p>นั่นคือ ผมแบ่งเริ่มราวที่ชีวิตต้องเผชิญและแก้ไขทั้งหลายออกเป็น 2 แบบคือ เป็นปัญหา กับเป็น กฎ</p>
<p>สิ่งที่มีทางแก้ไขได้ในเร็ววัน เรียกว่า &#8220;ปัญหา&#8221; สิ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้ในเร็ววัน เรียกว่า &#8220;กฎ&#8221;</p>
<p>หากเราคิดว่ากฎต่างๆ นั้นไม่ถูกต้อง เราก็หาทางแก้ไข หากมีทางแก้ไข มันจึงเรียกว่า &#8220;ปัญหา&#8221; หากไม่มีทางแก้ไข มันก็กลับไปเรียกว่า &#8220;กฏ&#8221;</p>
<p>เช่น หากเราขับรถแล้วเจอตำรวจเรียก เราต้องจ่ายเงิน 100 บาท สำหรับประเทศไทย อันนี้เป็นกฏ หากผมรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ผมก็ควรหาทางแก้ซะ เมื่อผมยังแก้ไม่ได้ ผมก็ควรยอมรับกฎนี้ แล้วจ่ายเงินไปด้วยความเบิกบาน</p>
<p>หรือหากเราเห็นว่า ผู้หญิงบางคนนั้นเอาแต่ใจและไม่มีเหตุผล ถ้าเรารู้สึกว่าเป็น &#8220;ปัญหา&#8221; เราก็ควรหาทางแก้ซะ หากเราเห็นว่าแก้ไม่ได้ เราก็ควรยอมรับว่านี่เป็น &#8220;กฎ&#8221; นั่นคือ เค้าจะต้องเอาแต่ใจและไม่มีเหตุผล หากยอมรับกฎนี้ไม่ได้ ก็วนลูปกลับไป (ซึ่งสุดท้าย เราก็จะยอมรับว่ามันเป็นกฎ และรับมือด้วยความเบิกบาน)</p>
<p>และทุกปัญหาในชีวิตของผม ก็ถูก divide (แบ่ง) ออกเป็น ปัญหา และ กฎ เมื่อตัดสินว่าเป็น ปัญหา ผมก็หาทางแก้ (conquer) หากแก้ไม่ได้ มันก็จะถูกปรับสถานะเป็น กฎ และผมก็ยอมรับมันซะ (ก็คือ conquer อยู่ดี) จนวันนึง อาจจะอีก 10 ปีถัดไป เมื่อเห็นว่ามีทางแก้ ผมจึงเรียกมันว่า &#8220;ปัญหา&#8221; และก็แก้มัน</p></blockquote>
<p>divide and conquer จึงเป็นคำศัพท์ประทับใจอันยืนยาวของผม และพลอยทำให้สำหรับผม มันคือการแบ่งเรื่องราวที่ต้องเผชิญ ออกเป็น ปัญหา และ กฎ</p>
<p>ยืดยาวมาพอควร ขอพักแค่นี้ดีกว่า หากท่านมีศัพท์อื่นๆ อีก ขอเชิญชี้แนะนะขอรับ</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2008/11/law-of-attraction-karma-destin/" title="แรงดึงดูดและการอุบัติซ้ำ กรรมและพรหมลิขิต">แรงดึงดูดและการอุบัติซ้ำ กรรมและพรหมลิขิต</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/" title="ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV">ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/" title="ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า">ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/04/superior-way/" title="วิถีแห่งเจ้าสำนัก">วิถีแห่งเจ้าสำนัก</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2008/06/wordpress-code-is-poetry/" title="เวิร์ดเพรส &#8211; โค้ดดั่งบทกวี">เวิร์ดเพรส &#8211; โค้ดดั่งบทกวี</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2009/02/great-computer-term/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พรมแดนของความรัก</title>
		<link>http://www.imenn.com/2009/02/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2009/02/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 12 Feb 2009 04:56:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/?p=430</guid>
		<description><![CDATA[วินาทีที่ผมและเธอบอกเลิกกัน ผมไม่ได้ปวดร้าวเสียใจ เลยคิดว่า บางที ผมอาจจะก้าวข้ามพรมแดนของความรักไปแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วินาทีที่ผมและเธอบอกเลิกกัน ผมไม่ได้ปวดร้าวเสียใจ เลยคิดว่า บางที ผมอาจจะก้าวข้ามพรมแดนของความรักไปแล้ว</p>
<p>ผมเคยเจอหญิงสาวที่หวาดกลัวการตกหลุมรัก ผมตัดสินเธอว่า เธอเองยังไม่ได้ก้าวเข้ามาในพรมแดนของความรัก ผมเองไม่หวาดกลัวการตกหลุมรัก แต่ไม่โศกเศร้ากับความรัก ผมจึงคิดว่า ผมได้ผ่านพรมแดนของความรักไปแล้ว</p>
<p>แต่แล้วเมื่อผ่านไปครึ่งเดือน เมื่อความยุ่งเหยิงทั้งหลายในชีวิตเร่ิมบรรเทา ความเศร้ากลับเผยตัวมาอย่างเงียบเชียบ และกลั่นตัวเป็นหยดน้ำตา</p>
<p>ที่ผมคิดว่าผมไม่ได้เศร้า แท้จริงนั้น ความเศร้าได้เดินทางช้าไปครึ่งเดือนต่างหาก</p>
<p>ชีวิตคือการเดินทางโดยตลอด บางทีวันนึงผมอาจจะเดินทางผ่านพรมแดนของความรักไปก็ได้</p>
<p>แต่ยังไม่ใช่วันนี้</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2007/05/growing/" title="เมื่อชีวิตเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง">เมื่อชีวิตเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2010/02/pai-and-her-photos/" title="ปาย และภาพถ่ายของเธอ">ปาย และภาพถ่ายของเธอ</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/12/pai-my-home/" title="ปาย &#8211; ที่พำนักของข้าพเจ้า">ปาย &#8211; ที่พำนักของข้าพเจ้า</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/10/song-from-the-sun/" title="บทเพลงจากแสงแดด (ฉบับร่าง)">บทเพลงจากแสงแดด (ฉบับร่าง)</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/10/ramida-and-menn/" title="ผมและรมิดา">ผมและรมิดา</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2009/02/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แรงดึงดูดและการอุบัติซ้ำ กรรมและพรหมลิขิต</title>
		<link>http://www.imenn.com/2008/11/law-of-attraction-karma-destin/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2008/11/law-of-attraction-karma-destin/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Nov 2008 03:25:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[กรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พรหมลิขิต]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/?p=337</guid>
		<description><![CDATA[คุณ mk ได้กระตุ้นความอยากเขียนบันทึกไว้ตั้งแต่นานแสนนานสำหรับคนเขียนบล็อก แต่เพียงชั่วผีเสื้อกระพือปีกสำหรับคนเกียจคร้านและวุ่นโคตร ในเรื่องราวเมื่อคุณ mk และทีม SIU มาเยี่ยม iSchool ออฟฟิศกระผม]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณ mk <a href="http://isriya.com/node/2301/karma-cartoon" target="_blank">ได้กระตุ้นความอยากเขียนบันทึก</a>ไว้ตั้งแต่นานแสนนานสำหรับคนเขียนบล็อก แต่เพียงชั่วผีเสื้อกระพือปีกสำหรับคนเกียจคร้านและวุ่นโคตร ในเรื่องราวเมื่อ<a href="http://isriya.com/" target="_blank">คุณ mk</a> และทีม <a href="http://www.siamintelligence.com/" target="_blank">SIU</a> มาเยี่ยม <a href="http://www.ischool.in.th/" target="_blank">iSchool</a> ออฟฟิศกระผม</p>
<p>เรื่องที่ผมกล่าวว่า </p>
<blockquote><p>พรหมลิขิตเป็น integration ของกรรม</p></blockquote>
<p>และ</p>
<blockquote><p>กรรมมันอินทิเกรตโว้ย <br />
(นั่นคือ ไม่ใช่ทำชาตินี้ ไปเกิดผลชาติหน้า แต่มันอินทิเกรตตลอดเวลา ให้ผลตลอดเวลา)</p></blockquote>
<p>ผมเคยบันทึกและพิสูจน์ไว้หยาบๆ หลายปีก่อนที่ <a href="http://www.imenn.com/2002/01/kama/">ทรรศนะในเรื่องชะตากรรม</a> ว่า หากเชื่อในเรื่องกรรม (action = reaction) และเชื่อในเรื่องภพชาติ ผลสุดท้ายเราจะเชื่อในเรื่องพรหมลิขิต</p>
<p>และหากใช้ภาษาร่วมสมัย นั่นก็ย่อมเป็นเรื่องเดียวกับ &#8220;กฎของแรงดึงดูด&#8221; หรือ &#8220;<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Law_of_Attraction" target="_blank">Law of attraction</a>&#8221;</p>
<p>ซึ่งเมื่อลองใคร่ครวญมากขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกว่า เออเหนอ สิ่งที่เราเจอทั้งหลาย เราเป็นคนดึงดูดมันมาทั้งนั้นนี่นา ในอดีตจนปัจจุบัน เราชอบ เราคิด พูด ทำ (action หรือ กรรม) ในเรื่องแบบไหน เราก็ดึงดูดสิ่งเหล่านั้น สะสมข้ามภพชาติมาเรื่อยๆ ในสมัยหนึ่งเราอาจจะเลือกที่จะลองเล่นดนตรี แล้วเราก็พบว่าเราใส่ใจกับมัน เราพยายามกับมัน เราก็เลยดึงดูดมัน ข้ามเวลาแสนนานต่อมา เราก็เลยมีแนวโน้มจะได้รู้จักกับดนตรีมากกว่าคนปกติ (ค่าเฉลี่ย) และไม่แน่หากเราทุ่มเทและอุทิศเพื่อดนตรีมากขึ้น  ในอนาคตกันไกลโพ้น เราอาจจะเกิดมาแล้วเล่นดนตรีได้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ</p>
<p>ซึ่งทำให้ผมคิดว่า</p>
<blockquote><p>แรงดึงดูด ก่อให้เกิดการอุบัติซ้ำ และกรรม ก่อให้เกิดพรหมลิขิต</p></blockquote>
<p>การมีตัวแปร &#8220;ภพชาติ&#8221; เข้ามาเกี่ยว ทำให้เราตอบคำถามของไอสไตน์ได้ง่ายขึ้น ที่ว่า &#8220;พระเจ้าคงไม่ทอดลูกเต๋าหรอกเฟร้ย&#8221; (สิ่งที่เราพบนั้น เป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นสิ่งที่กำหนดไว้แล้ว?) ว่า จะเรียกว่าทอดลูกเต๋าก็ได้ ไม่ทอดก็ได้ ลองนึกว่า พระเจ้าทอดลูกเต๋าเป็นล้านๆ ครั้ง (ล้าน=10^6), เป็น Googol ครั้ง (googol=10^100), เป็นอสงไขยครั้ง (อสงไขย=10^140) &#8230; ก็ย่อมพบว่า การที่มันจะได้ผลลัพธ์เป็น 1 หรือ 2 หรือ 6 นั้นไม่สำคัญเลย เพราะเดี๋ยวมันก็เป็นอย่างอื่นอีก และเดี๋ยวมันก็อุบัติซ้ำอีกนับครั้งไม่ถ้วน (วัฏสงสาร)</p>
<p>นั่นคือถ้าเราประพฤติตัวปกติมาหลายๆ ชาติ เราอาจจะได้พบกับดนตรีก็ได้ ไม่พบกับดนตรีก็ได้ เกลี่ยไปเกลี่ยมา แต่ถ้าเราเริ่ม &#8220;จริงจัง&#8221; กับดนตรี ก็เหมือนกับลูกเต๋าที่เริ่มบิ่น และเริ่ม &#8220;ออกซ้ำ&#8221; ซึ่งมันก็จะดึงดูดให้เราได้พบเจอกับดนตรีอีกมากว่าปกติ คราวนี้ ทอดลูกเต๋าเป็นล้านครั้ง กลับออกเลข 3 มากกว่าชาวบ้านเสียแล้ว และภพชาติต่างๆ กลับปรากฏ &#8220;ดนตรี&#8221; ในชีวิตเรา มากกว่าคนทั่วไปเสียแล้ว</p>
<p>ซึ่งเมื่อเข้าใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ก็ทำให้เราเริ่มเข้าใจต่อว่า &#8220;สิ่งทั้งหลายในชีวิตที่เกิดขึ้น เราเป็นคนตัดสินใจ (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) ให้มันเกิดขึ้นทั้งนั้น&#8221; หากเราไม่ชอบดนตรี ไม่ฟังดนตรี ชีวิตในอนาคตก็มีแนวโน้มจะไม่ข้องเกี่ยวกับดนตรี และไม่ได้เกิดมาในประเทศที่คนเล่นดนตรี</p>
<p>ถ้าตรรกะนี้เข้าใจได้ง่าย เราก็ย่อมเข้าใจได้ว่า</p>
<h3>1. ผมมาเกิดในประเทศที่ผู้คนดัดจริต เพราะผมเป็นคนดัดจริต (บ้างว่า &#8220;สฎษดก&#8221;)</h3>
<p>ผมอยากให้คนอื่นทำดี ทำถูก แต่ผมไม่สนใจจะพัฒนาตนเอง ผมก็ย่อมมาอยู่ในประเทศที่ผู้คนมัวแต่สาดโคลนใส่กัน ผมใช้ซอฟแวร์ผิดกฎหมาย ไม่เคารพกฎจราจร ติดสินบนเจ้าพนักงาน ไม่ข้ามถนนบนทางม้าลาย ลอกข้อสอบ กินแรงเพื่อนร่วมงาน ไม่ใส่ใจงานที่ได้รับมอบหมาย โกงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อแสดงความมีอำนาจของตำแหน่ง ฯลฯ ผมก็ย่อมมาอยู่ในประเทศที่ข้าราชการคอรัปชั่น ผู้คนขโมยผลงานกัน อวดเอาหน้า โฆษณาล้างสมอง อิจฉาริษยาคนทำดีแต่เด่น นักการเมืองเลว ตำรวจบ้าอำนาจ ฯลฯ</p>
<p>ผมเป็นคน &#8220;เลือก&#8221; ให้สิ่งต่างๆ เกิดมาทั้งนั้น หรืออย่างน้อย ผมเป็นคน &#8220;เลือก&#8221; ที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เอง</p>
<p>คนที่พูดประเด็น &#8220;สฤษฎก&#8221; ได้ยอดเยี่ยมและคมคายคือคุณ mk ขอเชิญอ่าน <a href="http://www.isriya.com/node/2143/the-main-problem-of-thailand" target="_blank">The Main Problem of Thailand</a> , <a href="http://www.isriya.com/node/2172/คนชั้นกลาง-part-iv" target="_blank">คนชั้นกลาง</a> และอื่นๆ ในบล็อกอัน aggressive นั้นแหละ ;P</p>
<h3>2. ผมมาเกิดในประเทศศักดินา เพราะผมชอบทาสรับใช้</h3>
<p>คนจบนอกหลายคน เมื่อต้องตอบคำถามว่าทำไมถึงเลือกกลับเมืองไทย มักจะมีวาระแอบแฝงจากคำพูด &#8220;ไม่มีที่ไหนสบายเหมือนเมืองไทย&#8221; ว่า &#8220;เมืองไทยมีชนชั้น มีคนใช้ มีเด็กเสิร์ฟ โว้ย&#8221; ซึ่งหมายความว่า ลึกๆ เราก็ชอบให้คนขับรถ/คนใช้/เด็กเสิร์ฟ มาหมอบกราบเรา มากกว่าที่จะเป็นแบบเด็กเสิร์ฟเมืองนอกที่ &#8220;กูเสิร์ฟมึง มึงก็ทิปกู มึงกูเท่ากันเว้ยยย&#8221;</p>
<p>เราดึงดูดการแบ่งแยกชนชั้น รุ่นพี่รุ่นน้อง เราเลยมาเกิดรวมกันที่เมืองไทย ที่ที่เราซื้อเบ๊นซ์เพราะมันแสดงถึง &#8220;อำนาจ&#8221; ซื้อไอโฟนเพราะมัน &#8220;สูงส่งกว่า&#8221; ผมสบายใจที่ขึ้นแทกซี่แล้วเค้านอบน้อมด้วย ไปร้านอาหารต่างจังหวัดแล้วผู้คนกุลีกุจอต้อนรับ ผมก็ย่อมมาเกิดร่วมกับ ดร. หยิ่งยะโส, พณฯ ท่านที่ชอบปิดถนนเล่น, ลูกหลานคนรวยที่มีสิทธิมากกว่า ยิงคนตายไม่ผิด ขับรถชนคนเล่นได้ ขับเครื่องบินหลวงเล่นได้ หรือใครต่อใครที่โกงชาติบ้านเมืองแล้วผู้คนยกย่องคารวะ ฯลฯ เพราะว่าเราก็รู้ว่า เราอยู่เหนือใครบางคนเสมอ และนั่นก็คือความยุติธรรมแห่งประเทศสยามของเรา</p>
<h3>3. ผมมาเกิดเมืองไทย เพราะผมหลงใหลในภาษาไทย</h3>
<p>เหมือนจะเขียนแต่ข้อเสีย เดี๋ยวท่านทั้งหลายจะกล่าว &#8220;ไม่พอใจ ก็อย่ามาอยู่เมืองไทยสิโว้ย&#8221; อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย กระผมเข้าใจข้อจำกัดต่างๆ และเข้าใจวาสนาตนเองที่เลือกมาอยู่ที่นี่</p>
<p>เมื่อวิเคราะห์ตนเองไปเรื่อยๆ ผมก็พบว่า ผมเองชื่นชอบในบทกวีไม่น้อย และคิดต่อว่า หากใครซักคนจะชื่นชอบบทกวีอย่างสุดจิตสุดใจ เค้าควรจะต้องมาเกิดเป็นคนไทย เพราะภาษาไทยนั้นรุ่มรวยถ้อยคำอย่างยิ่ง คำด่าของเรามีมากมายนัก (ภาษาที่ด่าได้แค่คำว่า &#8220;ฟัก&#8221; นั้นชิดซ้าย) คำไวพจน์ (synonym) ของไทยนั้นมีมหาศาลจนใช้ไม่หมด เช่น คำที่แปลว่า &#8220;สวย&#8221;, &#8220;ดอกไม้&#8221;, &#8220;ผู้หญิง&#8221; ฯลฯ คำคล้องจองของเรา เพราะพริ้งยิ่งกว่าภาษาใด (ภาษาอื่นจะแต่งบทกวีอย่าง &#8220;นกน้อยนอนแนบน้ำ ในนา&#8221; อย่างท่านศรีปราชญ์ &#8211; เจ้าของถ้อยคำ <a href="http://www.google.com/search?q=อย่าว่าเราเจ้าข้า+อยู่พื้นเดียวกัน" target="_blank">อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นเดียวกัน</a> - ได้ละหรือ?) และจะมีภาษาใดกำกวมได้ยิ่งกว่าภาษาไทย? ซึ่งผู้คน จะเอาถ้อยคำมาตีประเด็นอย่างไรก็ได้ เหมาะกับการเขียนกวียิ่งนัก (การยกย่องในความกำกวมนี้ ทำให้ผมมีปัญหากับการสอบ Writing ของ TOEFL พอสมควร จนมารู้ภายหลังว่าภาษาอื่นเค้าไม่กำกวมโว้ย จึงพอจะเขียน Writing ได้บ้าง)</p>
<h3>4. ผมมาเกิดเมืองไทย เพราะผมชอบ &#8220;กลิ่นฝน&#8221; แต่ไม่ได้กลิ่น &#8220;หิมะ&#8221;</h3>
<p>ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด โตมากับบ้านที่มีตุ่มรองน้ำฝน ชอบกลิ่นฝน ที่มาพร้อมกับลมสดชื่นที่พัดผ่านยอดหญ้า สมัยที่อยู่อเมริกา ผมก็ชอบเล่นหิมะในระยะแรก แต่แล้วก็ไม่ได้พิศมัยนัก</p>
<h3>5. ผมมาเกิดเมืองไทย เพราะผมเป็นคนไม่มีระเบียนวินัย เป็นคนตามแห่ โหยหากลุ่ม และไม่มีสำนึกด้านการเมือง</h3>
<p>ผมย่อมไม่ควรเกิดในประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้คนมีวินัย, ไม่ควรเกิดในประเทศแถบตะวันตก ที่ผู้คนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่มีทรรศนะ &#8220;ปลอดภัยเมื่ออิงกลุ่ม&#8221; แบบคนไทย, ไม่ควรเกิดเป็นคนเยอรมัน ฐานรากของกฎหมายมหาชนของโลก, ไม่ควรเกิดเป็นคนฝรั่งเศสรสนิยมวิไล ที่เฝ้าครุ่นคิดและใช้ปัญญาวิพากษ์ปัญหาส่วนรวม และใส่หน้ากากผู้ดี ฯลฯ เรามีนิสัยแบบใด เราก็ควรเกิดในเมืองที่ผู้คนเค้าเป็นแบบนั้น และนั่นก็ทำให้ &#8220;การติดยึด&#8221; นั้นยิ่งเข้มขึ้น เพราะเมื่อเราเกิดและโตในเมืองแบบนั้น เราก็ย่อมมีนิสัยแบบคนในเมืองนั้น</p>
<p>ปัญหานี้ พอคิดแล้วสนุกดี เพราะจะพบถ้อยคำที่เรียกว่า &#8220;กงล้อประวัติศาสตร์&#8221; หรือมากกว่านั้นก็คือ &#8220;เวลาไม่ได้เดินไปเป็นเส้นตรง หากแต่เป็นวงกลม อดีตของเรา จะไปปรากฏเป็นอนาคตของเรา&#8221; (เปรียบเทียบกับการทอดลูกเต๋าก็คือ ลูกเต๋ามันก็วนออกมา 1-6 นั่นแหละ วนไปวนมา การได้ 1 ตอนเช้า ก็ตอนเย็น ไม่ได้ต่างอะไรกัน)</p>
<h3>6. ผมมาเกิดเมืองไทย ได้พบพระพุทธศาสนา เพราะผมนับถือพระพุทธศาสนา</h3>
<p>แล้วถ้อยคำก่นด่า ประชดประชันด้านบน ก็กลับกลายเป็นความวาบหวามโรแมนติคอย่างยิ่ง เมื่อจบท้ายด้วยการบอกว่า ผมรักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีแต่การเกิดมาในสังคมไทยเท่านั้น ที่จะมีภูมิหลังมากพอที่จะเข้าถึงพุทธธรรมได้สะดวก และนั่นก็คุ้มค่ากับการเกิดมาเจอ &#8220;ด้านแย่ๆ ของความเป็นไทย&#8221; ทั้งหลาย หรือจะว่าไปแล้ว ต่อให้ชีวิตจะต้องเลวร้ายกว่านี้อีกกี่เท่า ต่อให้สังคมจะสาดโคลน สาดระเบิดใส่กันมากกว่านี้อีกสักเท่าไหร่ แค่ได้เกิดมาเจอพุทธศาสนา ก็คุ้มค่ากับความเลวร้ายทั้งปวงแล้ว</p>
<p><a href="http://www.fungdham.com/sound/pramote.html" target="_blank">หลวงพ่อปราโมทย์</a> กล่าวเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2551 ว่า</p>
<blockquote><p>คนไหนความจำดีๆ ระลึกชาติได้ จะรู้สึกเลยว่า ชาติไหนที่ไม่ได้เจอพระพุทธศาสนานั้น ชีวิตมันวังเวง</p>
<p>ก็ทำคุณงามความดีไปนั่นแหละ แต่ว่าไม่รู้เป้าหมายของชีวิต</p>
<p>พระพุทธเจ้ามาสอนเรานะ ให้เรารู้ว่า เป้าหมายของชีวิตเรา คืออะไร</p></blockquote>
<p>เขียนเรื่องแรงดึงดูดและกฎแห่งกรรมเพื่อรับใช้ &#8220;ความคิด&#8221;</p>
<p>เพื่อที่จะให้เกิดแรงส่งต่อ ให้ได้พบกับพุทธศาสนาอีกในอนาคต ย่อมต้องใช้ &#8220;การกระทำ&#8221;</p>
<p>ข้ามภพชาติมานานแสนนาน กว่าจะได้พบพระพุทธศาสนา กว่าจะได้พบกัน </p>
<p>หากท่านได้อ่านประโยคนี้ ย่อมแปลว่า เรามีวาสนาต่อกัน และท่านเองก็มีวาสนาต่อ พุทธธรรม</p>
<p>ลอง <a href="http://www.fungdham.com/sound/pramote.html" target="_blank">คลิกฟังธรรม</a> หน่อยดีมั้ย ขอให้ฟังซัก 1-2 คลิป หากไม่ถูกจริตก็ไม่ว่ากัน</p>
<p>(นั่น ตอนจบดันฮาร์ดเซลซะงั้น <img src='http://www.imenn.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> ) </p>
<p>สวัสดี</p>
<p><a href="http://www.fungdham.com/sound/pramote.html" target="_blank">(คลิกจิ)</a></p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2009/04/superior-way/" title="วิถีแห่งเจ้าสำนัก">วิถีแห่งเจ้าสำนัก</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/02/great-computer-term/" title="คำศัพท์สวยๆ ในโลกไอที">คำศัพท์สวยๆ ในโลกไอที</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/" title="ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV">ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/" title="ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า">ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2007/09/watch-your-mind/" title="อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ ให้อ่านใจ">อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ ให้อ่านใจ</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2008/11/law-of-attraction-karma-destin/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>24</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมื่อชีวิตเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง</title>
		<link>http://www.imenn.com/2007/05/growing/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2007/05/growing/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 31 May 2007 04:55:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/2007/05/growing/</guid>
		<description><![CDATA[<p>...แล้ววันหนึ่ง จู่ๆ ต้นกล้าก็กลับโตออกมาทะลุกระป๋อง มันไม่แข็งแกร่งเหมือนตอนเป็นเมล็ดอีกแล้ว แต่โลกใบเดิมนี้ ก็กลับสวยงามขึ้นอย่างประหลาด...</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ชีวิตเติบโตขึ้นมาก มุมมองของชีวิตเปลี่ยนไปพอสมควร รู้สึกนิ่งขึ้น มีความสุขอันละเอียดละออมากขึ้น ซึ่งคงเป็นเพราะหลายๆอย่างเกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะ</p>
<ul>
<li>ฝันถึงวัยเด็กเมื่อปลายปีที่แล้วติดต่อกันหลายเดือน เลยได้กลับไปดูบ้านในวัยเด็กของตัวเอง</li>
</ul>
<ul>
<li>แล้วก็เลยนึกเขียนบันทึก <a href="http://www.imenn.com/blog/125/day-by-day-1">ชีวิตผ่านไปทีละวัน</a> และได้ย้อนกลับไปดูตัวเอง ว่าเติบโตมาอย่างไร</li>
</ul>
<ul>
<li>ได้เข้าอบรม Mind Training กับสถาบัน <span class="caps">HOAI</span> (โทร. 02-240-2844-5) จากการเชิญชวนและรบเร้าของนายฮั่น ทำให้ได้เปิดใจ ทำความเข้าใจอดีต มีเป้าหมายในชีวิต และกระตือรือล้นที่จะพัฒนาตนเอง คอร์สนี้พัฒนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อผู้คนต่างสิ้นหวังในชีวิต นักจิตวิทยาทั่วโลกต่างประชุมร่วมกัน เพื่อหาทางออกว่า ผู้คนจะมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร</li>
</ul>
<ul>
<li>ได้อ่านหนังสือ <a href="http://www.ohmygodbooks.com/index.php?lay=show&amp;ac=article&amp;Id=91117&amp;Ntype=2">สนทนากับพระเจ้า, การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา</a> ซึ่งยอดเยี่ยมสมกับที่คุณสุวินัยกล่าวว่า “เพราะ God ในหนังสือเล่มนี้ คือกัลยาณมิตรที่ทรงภูมิปัญญาที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผู้อ่านจะพานพบได้ในชีวิตนี้” หลายส่วนของ God ในหนังสือเล่มนี้ กล่าวได้สอดคล้องกับพุทธรรมมาก</li>
</ul>
<ul>
<li>หนังสือ <a href="http://www.ohmygodbooks.com/index.php?lay=show&amp;ac=article&amp;Id=94224&amp;Ntype=2">มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน, Man’s Search for Meaning</a> เป็นเรื่องราวของผู้รอดชีวิตในค่ายกักกัน เหมือนกับที่เป็นสาเหตุแห่งการสร้างคอร์สอบรม Mind Trainning ที่พยายามจะชี้แนวทางบางอย่างร่วมกันว่า ผู้ที่รอดชีวิตนั้น ไม่ใช่เพราะเค้าหนุ่มหรือแก่ แข็งแรงหรืออ่อนแอ แต่เพราะมีความมุ่งมั่น และมีเป้าหมายในชีวิตต่างหาก ซึ่งความมุ่งมั่น หรือ Passion พื้นฐานที่นักจิตวิทยาสมัยใหม่ปูทางให้ ก็สอดคล้องกับทั้ง ฉันทะ และ ศรัทธา ในพุทธรรม</li>
</ul>
<ul>
<li>หนังสือ <a href="http://www.pantip.com/cafe/library/bookcase/preview/2777.html">ศิลปะแห่งความสุข, The Art of Happiness</a> สอดคล้องกับทุกเล่มด้านบน แม้ผู้เขียนพยายามทำให้ดูมีหลักการตามวิทยาศาสตร์ไปนิด อย่างไรธรรมะและท่านดาไลลามะก็ยิ่งใหญ่เสมอ</li>
</ul>
<ul>
<li>หนังสือ ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ ของ <a href="http://www.supawangreen.in.th/">คุณศุภวรรณ กรีน</a> และอีกหลายอย่างที่อ่านผ่านเว็บไซต์ เค้ากล่าวว่า ขออวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตน โดยการประกาศว่าบรรลุอรหันต์ เพราะเห็นว่า หากไม่กล่าวเช่นนี้ ดูท่าคนทั่วไปจะไม่เชื่อว่าเส้นทางของพระพุทธเจ้ามีจริง โดยส่วนตัวกระผมไม่ทราบว่าเค้าบรรลุจริงหรือไม่อยู่แล้ว เพราะกระผมเป็นคนตาบอด มิอาจเห็นคนตาดี แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ และยิ่งปฎิบัติวิปัสนาตามก็ยิ่งสัมผัสได้ และยิ่งชอบที่ในหนังสือ ไม่เคยกล่าวอวดอ้างว่าเหนือพระธรรมแต่อย่างใด (ในขณะที่ ผมเห็นว่า การพูดว่า มึงมีกูไว้ไม่จนนั้น แม้จะเป็นการให้กำลังใจ และความหวังดีสำหรับผู้ด้อยปัญญา แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็เป็นการอวดอ้างเหนือพระธรรมด้วย)</li>
</ul>
<ul>
<li>ได้ดู <span class="caps">DVD</span> เรื่อง <a href="http://www.thesecret.tv/">The Secret</a> ซึ่งพูดอยู่เรื่องเดียวเลยว่า ความลับที่จะทำให้คนเราได้ในส่ิงที่ปรารถนา นั่นคือ Law of attraction, ซึ่งเป็นเสี้ยวหนึ่งในพุทธรรมทั้ง อิทธิบาท 4 และ พละ 5 กล่าวคร่าวๆแล้วก็ยังสอดคล้องกับข้อบนๆที่กล่าวมา คือ ความเชื่อ ความมุ่งมั่น นั่นเอง ถ้าเชื่อว่าทำได้ เราจะทำได้ (หรือจะกล่าวตามพระคัมภีร์ไบเบิลก็ได้ว่า โดยความเชื่อ ท่านจะรอด)</li>
</ul>
<ul>
<li>ได้ทำตามความฝันสำเร็จไปหลายๆเรื่อง ทั้งการได้แต่งเพลง ทำเพลงขาย ได้ออกอัลบัมของตัวเอง ได้ตระเวณเล่นคอนเสิร์ต เปิดหมวก และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ได้ลงหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ออกทีวี ได้สัมภาษณ์ลงนิตยสารสีสัน ได้ทำ MV และได้ออนแอร์ออก <span class="caps">MTV</span> Thailand ได้ออกคลื่น Fat Radio, Seed FM และอื่นๆ (บางส่วนดูที่ <a href="http://www.happyddogs.com/">เว็บแฮปปี้ดีด็อกส์</a>)</li>
</ul>
<ul>
<li>และหลังจากโปรโมทและลงทุนไปปีเศษ ก็พบว่าธุรกิจดนตรีนั้นขาดทุนไปหลายล้านบาท และอัลบัมของผม กับศิลปินใหม่อีกคนหนึ่ง ก็ถูกลืมไปในสายลม (อ้อ คนอีก 99.9% ไม่รู้จักด้วย)</li>
</ul>
<ul>
<li>ได้สร้างบริษัทของตัวเอง เริ่มจากตัวคนเดียว รับงานฟรีแลนซ์ จนกระทั่งมีพนักงาน 20 คน จากขายปีละแสน มาเป็นปีละสิบล้าน ได้ทำงานกับทั้งลูกค้าเมืองไทยและเมืองนอก ได้ถ่ายทำ คุมกองถ่าย ตัดต่อ เขียนบท ออกแบบ 3D กราฟฟิคดีไซน์ ทำหนังสือ ทำ event พูดบรรยาย นำเสนองานกับผู้บริหารระดับสูงในบริษัทใหญ่ๆ ฯลฯ มีงานที่ท้าทาย สนุกสนาน มีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา</li>
</ul>
<ul>
<li>แล้วปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ก็พบว่าเป็นขาลงของธุรกิจ บริษัทเอเจนซี่โฆษณาแบบผมปิดตัวไปจำนวนมาก เกิดการตัดราคากันครั้งใหญ่ และทำให้ผมต้องลดคน เหมือนกับปิดบริษัททิ้งไป แล้วเปิดบริษัทใหม่ เล็กๆ พอดีๆ มีแค่ 10 คน มีอะไรก็ทำเอง ไม่มีลูกน้องเยอะเหมือนก่อน</li>
</ul>
<ul>
<li>ทั้งเรื่องทำเทป และเรื่องทำบริษัทโฆษณา ได้บทเรียนตรงกันว่า อย่ารีบร้อนโต ให้รีบร้อนเข้าใจตัวเองดีกว่า และธุรกิจที่จะอยู่ได้นั้น ต้องมาจาก demand จริง (แน่นอนว่า demand คนก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา)</li>
</ul>
<ul>
<li>และช่วงนี้ ก็เป็นครั้งแรกที่กระผมต้องทำงานเพื่อเงิน เมื่อก่อนตอนที่อยู่คนเดียว ผมก็เป็นเหมือนตั๊กแตนในนิทานอีสปได้ รื่นเริงตลอดเวลา พอหน้าหนาว คนอื่นอุ่น อิ่มหมีพีมัน ผมก็ยังหยิ่งหายใจเบาๆไปได้ แต่พอกลายเป็นบริษัท เราอดได้ แต่จะให้ลูกน้องมาอดก็ใช่เรื่อง ดังนั้นก็ต้องกู้ยืม ทวงเงินลูกค้า หาเงินหมุนไปเดือนๆอยู่ดี</li>
</ul>
<ul>
<li>แล้วไอ้พันก็พากระผมไปเล่นเกมแข่งหนู หรือ Rat Race ของ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Robert_Kiyosaki">Robert Kiyosaki</a> ซึ่งทำให้เห็นความสิ้นหวังของการเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ร้ายก็คือ ผมดันไม่อินกับทางออกที่เค้าเสนอให้ทำขายตรง นั่นยิ่งทำให้ผมเกิดความเบื่อหน่ายกับธุรกิจมากที่สุด ตั้งแต่เกิดมา</li>
</ul>
<blockquote><p>ถ้าคนรวย คือคนที่ได้ทุกสิ่ง ตามที่เค้าปรารถนา ก็ย่อมชี้ให้เห็นแล้วว่า มีแต่พระสงฆ์เท่านั้นที่จะรวยที่สุด – ซึ่งไม่ใช่เพราะได้ทุกสิ่ง แต่เป็นเพราะไม่ปรารถนาต่างหาก</p>
<p>โดยสรุป เมื่อปรารถนาน้อย เราก็จะรวยมาก</p></blockquote>
<ul>
<li>ซุป เพื่อนภาคคอมผู้อุทิศชีวิตไปกับการปฎิรูปการศึกษาไทยมาหลายรูปแบบ ผิดหวังมาก็มาก (เช่นหลายโปรเจ็คของ <a href="http://www.theguru.co.th/">The GURU</a>) ผลสุดท้ายมาลงเอยที่การทำธุรกิจดำน้ำ (<a href="http://www.freedomdive.com/">FreedomDive.com</a>) เพราะเห็นว่าโลกใต้น้ำนั้น  “เป็นโลกที่ไม่คุ้นเคย ลึกลับ และ งดงาม ซึ่งจะทำให้ผู้ดำน้ำรู้สึกนิ่งขึ้น สงบขึ้น และเห็นแก่ตัวน้อยลง” ซุปมาเยี่ยมที่ออฟฟิศของผมแล้วกล่าวว่า “ทำไมนายถึงเสียเวลาไปทำเรื่องมายาวะ ไม่ทำของจริงบ้างหรือ?”</li>
</ul>
<ul>
<li>ได้พบกับความรัก ได้ตกหลุมรัก มีคนบอกรัก และได้เฝ้าดูแลการเติบโตของความรัก ซึ่งงดงามบ้าง กระท่อนกระแท่นบ้าง</li>
</ul>
<p>ฯลฯ</p>
<p>ความคิดต่างๆ บางอย่างเกิดเพียงชั่วแล่น ผ่านมาพอให้เกิดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วมันก็ไป เรียบเรียงมาบางส่วนเท่าที่นึกออก เพื่อจะได้เตือนตนเอง และบอกกล่าวว่า เกิดอะไรขึ้นในชีวิต</p>
<p>และผลลัพธ์ของเหตุประจวบเหมาะเหล่านี้ ก็ทำให้กระผมเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง และตระหนัก ในถ้อยคำที่คอยบอกกล่าวตนเองว่า</p>
<blockquote><p>ความทุกข์นั้นเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิต ที่ต้องเผชิญและผ่านมันไป ไม่ใช่การหนีหน้าหรืออดทนรอ หากแต่ว่าเราต้องเผชิญ และเฝ้าดูมันทำร้ายเรา เพื่อให้เราได้เติบโตขึ้น</p></blockquote>
<p>แล้วสุดท้าย ผมก็รู้สึกว่า ความเหงานั้น ไม่เท่เหมือนเดิมอีกแล้ว มันเป็นเพียงบางห้วงอารมณ์ของชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ต่างหาก</p>
<p>ต้นกล้านั้นผลิใบ โตออกมาทะลุกระป๋อง</p>
<p>มันไม่แข็งแกร่งเหมือนตอนเป็นเมล็ดอีกแล้ว</p>
<p>แต่โลกใบเดิมนี้ ก็กลับสวยงามขึ้นอย่างประหลาด</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2009/02/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81/" title="พรมแดนของความรัก">พรมแดนของความรัก</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2001/11/the-alchemist-love-section/" title="หนังสือ : ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน- ในแง่มุมของความรัก">หนังสือ : ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน- ในแง่มุมของความรัก</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2010/02/pai-and-her-photos/" title="ปาย และภาพถ่ายของเธอ">ปาย และภาพถ่ายของเธอ</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/12/pai-my-home/" title="ปาย &#8211; ที่พำนักของข้าพเจ้า">ปาย &#8211; ที่พำนักของข้าพเจ้า</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/10/song-from-the-sun/" title="บทเพลงจากแสงแดด (ฉบับร่าง)">บทเพลงจากแสงแดด (ฉบับร่าง)</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2007/05/growing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>25</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องส่วนตัวที่ไม่ค่อยมีคนรู้ 5 ประการ</title>
		<link>http://www.imenn.com/2007/03/blog-tag/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2007/03/blog-tag/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Mar 2007 02:47:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/2007/03/blog-tag/</guid>
		<description><![CDATA[<p>เห็น Blog-Tag เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่ช่วงแรกๆแล้ว อ่าน Blog ของคนอื่นมาก็มาก แม้จะไม่ได้นึกอยากร่วมสนุกอะไร แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ที่ไม่มีคนส่งต่อมาให้กระผม คงเพราะ ...</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เห็น Blog-Tag เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่ช่วงแรกๆแล้ว อ่าน Blog ของคนอื่นมาก็มาก แม้จะไม่ได้นึกอยากร่วมสนุกอะไร แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ที่ไม่มีคนส่งต่อมาให้กระผม คงเพราะ เห็นกระผมเป็นคนจริงจัง คงไม่สนใจ Blog-Tag ? หรือไม่ก็คิดว่า &#8211; ไอ้เม่นมันยังอัพเดท blog อยู่รึ ? </p>
<p>Blog Tag คือการบอกสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับตัวเอง 5 อย่าง แล้วก็ส่งต่อให้คน 5 คน</p>
<p>คุณ <a href="http://poppyw.freemac.net/">Poppyw</a> ส่ง <a href="http://poppyw.freemac.net/archives/171">Tag</a> มา ก็เชิญอ่านครับ</p>
<h3>1. เมื่อก่อนควบคุมความฝันได้ ชอบฆ่าตัวตายในฝัน</h3>
<p>เคยอ่านตำราเกี่ยวกับการทำให้ตัวเองรู้สึกตัวในฝัน ตอนเด็กๆเลยพยายามทำตาม และก็พบว่าตัวเองรู้สึกตัวในฝันได้จริงๆ แรกๆพอรู้สึกตัว ร่างกายจะตื่น แต่หลังๆก็เริ่มไม่ตื่น และมีอำนาจที่จะทำอะไรก็ได้ในฝัน แม้แต่จะฝันไปอีกชั้นก็ได้ (หลังจากอ่านเรื่อง 1001 ราตรี ผมเคยฝันซ้อนฝันไป 10 กว่าฝัน ต้องค่อยๆตื่นจากฝันหนึ่ง เพื่อพบว่าตัวเองฝันอยู่ในอีกฝัน &#8211; ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกประหลาดดี)</p>
<p>ที่รู้สึกว่าโรคจิตพอสมควรก็คือ ผมชอบลองฆ่าตัวตายในฝัน เหมือนร่างกายพยายามจะจินตนาการถึงภาวะหลังความตาย แต่มันก็ไม่รู้ว่าจริงๆคืออะไร มันเลยงงๆ แปลกๆ ไม่รู้นักจิตวิทยาจะเรียกอาการอย่างนี้ว่า พวกเสพติดการฆ่าตัวตายหรือเปล่า? <img src='http://www.imenn.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>หลังจากบวช ผมไม่เคยรู้สึกตัวในฝันได้อีกเลย</p>
<h3>2. เคยตั้งกฎว่าต้องมองผู้หญิงไม่เกิน 5 วินาที</h3>
<p>พอมองย้อนกลับไป ผมจึงเข้าใจว่า ในวัยแรกรุ่นของผม ผมเป็นพวก &#8220;ตกหลุมรักความรัก&#8221; นั่นคือ เอาเข้าจริง ผมไม่ได้รู้จักหรือหลงใหลในตัวตนของฝ่ายหญิง แต่ผมหลงใหลในการตกหลุมรักมากกว่า </p>
<p>และตามประสาของพวกอ่านหนังสือเกี่ยวกับ &#8220;สุภาพบุรุษ&#8221; มามาก ผมจึงลองฝึกตัวเองให้ไม่สนใจหญิงสาวคนอื่น ด้วยการบอกตัวเองว่า ห้ามมองใครเกิน 5 วินาที</p>
<p>ปฎิบัติอยู่หลายปี มันทำให้หลังจากนั้น ช่วงหนึ่ง ผมมีปัญหาในการสบตากับหญิงสาว และจนถึงปัจจุบัน ผมจะไม่เคยตามชายหนุ่มรอบๆข้างทันเลยว่า มีใครสวยเดินผ่านมา (ผมแก้เขินในปมด้อยนี้กับชายหนุ่มคนอื่นว่า เพราะผมคิดว่าคนสวยที่ไม่รู้จักนั้น มีแค่ 2 ฟังก์ชั่น คือ 1. ให้เกียรติ 2. <span class="caps">XXX</span> นั้่นทำให้ผมไม่จำเป็นต้องไปมองหรือรู้จักพวกเธอ)</p>
<h3>3. ผมเลิกมองพ่อว่าความรอบรู้ทุกสิ่ง เมื่อขึ้นชั้นประถม</h3>
<p>ในทางจิตวิเคราะห์ เด็กผู้ชายจะนับถือว่าพ่อเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งเค้าผ่านปมออดิปุส ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงวัยรุ่น  สำหรับผมน่าจะเรียกว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก (หรือไม่งั้นก็ไม่เกิดขึ้นเลย <img src='http://www.imenn.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  ) เพราะตอนป.1-ป.2 ที่ผมเพิ่งเคยเห็นพจนานุกรม ผมลองเปิดเล่นดู แล้วก็พบว่าในหมวด ฬ. ไม่มีคำอยู่ ผมนึกได้คำแรกว่า ปลาวาฬ ผมเลยถามพ่อว่า ทำไม ฬ. จุฬา ไม่มีคำว่า ปลาวาฬ?</p>
<p>พ่อบอกผมว่า &#8220;มันจะมีได้ยังไง?&#8221; และไม่มีคำอธิบาย  ซึ่งเป็นคำตอบที่ทำให้ผมในวัยนั้นรู้สึกเจ็บใจมาก ว่าทำไมพ่อถึงมีเรื่องที่อธิบายไม่ได้อยู่ด้วย </p>
<p>หลังจากนั้นผมเลยตั้งใจว่า อยากรู้อะไรต้องหาเอาเอง และก็ไม่ถามอะไรพ่ออีกเลย</p>
<h3>4. ไม่ &#8220;นั่งดูทีวี&#8221; ร่วมกับผู้อื่น จนกระทั่งจบปริญญาตรี</h3>
<p>ความผิดปกติของชีวิตผม ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผมโตมาโดยไม่ได้ดูทีวี</p>
<p>พ่อผมฟังข่าวจากวิทยุ ไม่ชอบเปิดทีวี ครอบครัวในวัยเด็กจะอยู่พร้อมหน้าก็เมื่อกินข้าว ซึ่งพ่อจะไม่เปิดทีวี</p>
<p>วัยเด็ก ที่มีช่อง 9 การ์ตูน ผมอยู่ต่างจังหวัดซึ่งรับช่อง 9 ไม่ได้<br />
วัยรุ่น ที่มีมิวสิควีดีโอเต็มบ้านเต็มเมือง ผมไม่ชินกับการเปิดทีวีเอง จึงพลอยไม่ได้ดู<br />
ฯลฯ<br />
อาจมีดูหนังจากวิดีโอร่วมกันบ้าง แต่มันก็คนละแบบกับดูทีวี</p>
<p>ครั้งแรกที่ไปอเมริกา และต้องนอนดูทีวีกับคนอื่น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผม เพราะหากเป็นหนัง ผมก็จะไม่สนทนากับใคร แต่ดูทีวี คนปกติเค้าคุยกัน ผมไม่รู้ว่าควรคุยอะไร (ทำไมเราไม่ตั้งใจดูกันวะ?) เมื่อไหร่ที่เราควรเปลี่ยนช่อง? (รายการก็น่าเบื่อเหมือนๆกัน ตอนไหนที่คนปกติเริ่มเบื่อ?) เสียงแบบไหนที่เรียกว่าน่ารำคาญ (ทั้งเสียงพิธีกรและตัวละคร ผมรู้สึกว่ามันน่ารำคาญไปหมด แยกไม่ออกว่า ระดับไหนที่คนทั่วไปเริ่มรู้สึกว่าน่ารำคาญ เลยทำให้เกิดปัญหาเดิมว่า เราควรเปลี่ยนช่องเมื่อไหร่)<br />
ฯลฯ</p>
<p>แต่ทีวีก็เป็นลักษณะร่วมอันหนึ่งของสังคม พอผมหัดดูทีวีได้บ้าง ก็เข้าใจไวยากรณ์ร่วมของสื่อทีวี และมีมุมมองต่อสังคมกว้างขึ้น</p>
<h3>5. ไม่เคยคิดจะซื้อบ้าน</h3>
<p>ที่ผ่านมา แม้จะมีคอนโดเก่าๆ และบ้านอีกหลังของพี่สาวอยู่หน้ารามฯ ผมกลับเลือกที่จะอยู่หอที่ใกล้ๆที่ทำงานตลอด เพราะรังเกียจรถติด เพื่อนหลายคนกล่าวถึงหลักเศรษฐศาสตร์ด้วยความเป็นห่วงว่า อย่าเสียเงินกับค่าเช่า ควรจะเสียเงินกับ Asset และควรซื้อบ้านก่อนรถ เพราะบ้านราคาขึ้น รถราคาตก แม้ผมจะบอกว่า ยังไม่รู้ว่าบั้นปลายชีวิตจะไปอยู่ที่ไหน เพื่อนก็บอกว่าให้ซื้อไปเหอะ ไม่อยู่ก็หาคนมาเช่า</p>
<p>แรกๆผมงงตัวเองว่าทำไมไม่เห็นด้วยกับเพื่อน จนมาวิเคราะห์ภายหลังแล้วก็เข้าใจตัวเองว่า ผมรู้สึกว่า การมีบ้านที่ไม่ได้อยู่นั้น เป็นการเอาเปรียบคนอื่น (เพราะมี damand จำนวนมาก ในขณะที่ supply น้อยนัก) และวันหนึ่งหากจะแต่งงาน ยังไงฝ่ายหญิง(ถ้ามี) ก็น่าจะเรื่องมากกว่าผม ให้เธอตัดสินใจดีกว่า ดังนั้น ผ่อนซื้อไปตอนนี้ ก็ไม่ได้อยู่อยู่ดี</p>
<p>นั่นก็ทำให้ผมมีชีวิตดังตั๊กแตนในนิทานอีสปต่อไป อ้างเหตุผลสวยหรู จะได้ไม่ต้องเป็นมดที่ขยันทำงานผ่อนบ้านอยู่ หึหึหึ</p>
<p>ส่งต่อ 5 คน จะเขียนกันมั้ยเนี่ย</p>
<p>1. <a href="http://bentale.exteen.com/">คุณเบน</a> หญิงสาวสำนวนสวย<br />
2. <a href="http://oatz-anotherday.blogspot.com/">น้องโอ๊ส</a> หญิงแกร่งสู้ชีวิต<br />
3. <a href="http://raruen.spaces.live.com/">น้องปู๊ดส์</a> นายช่างปากกล้า พักหลังเห็นเอาแต่ถ่ายรูป<br />
4. <a href="http://intania81.spaces.live.com/">น้องดำ</a> ผู้กล่าวว่า &#8220;ความรู้เป็นของโลก ไม่ใช่ของกู&#8221;<br />
5. <a href="http://thaidiarist.com/diary/Jandara/">พี่จันทร์</a> พี่สาวคารมคมคาย ไม่ได้เขียนบล็อกมาแค่ 3-4 ปี มาเขียนหน่อยมั้ยคร้าบ</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/" title="ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV">ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/" title="ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า">ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/04/superior-way/" title="วิถีแห่งเจ้าสำนัก">วิถีแห่งเจ้าสำนัก</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/02/great-computer-term/" title="คำศัพท์สวยๆ ในโลกไอที">คำศัพท์สวยๆ ในโลกไอที</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/02/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81/" title="พรมแดนของความรัก">พรมแดนของความรัก</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2007/03/blog-tag/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตผ่านไปทีละวัน (3) ช่วงมหาวิทยาลัย</title>
		<link>http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-3/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Feb 2007 03:01:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-3/</guid>
		<description><![CDATA[<p>รุ่นผมคงเป็นรอยต่อระหว่างอดีต ที่เต็มไปด้วยคุณค่าเก่าๆอันหนักอึ้งที่ล้าสมัย และปัจจุบัน ที่จำนวนมาก มหาวิทยาลัยเป็นความเบาหวิวของเน็ทเวิร์คผู้บริโภค และเป็นสวรรค์ไร้แก่นสาร ...</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote>
<p>ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยเรื่องสั้นจบในตอน ทั้งดีและร้าย สนุกสนาน ไร้แก่นสาร หรือมุ่งมั่นค้นหาสาระ บางเรื่องที่ผ่านมานั้น เราอาจจะลืมมันไปเสียนาน จนกระทั่งมีเหตุการณ์ให้หวนระลึก เรื่องที่เคยจบในตอน ก็กลับกลายเป็นแค่ปฐมบท สำหรับเรื่องขนาดยาวต่อมา</p>
</blockquote>
<p>ผมเอ็นทรานส์ติดคณะวิศวะ จุฬาฯ ในตอนม.5 ซึ่งทำให้พ่อดีใจมาก นี่เป็นกรณีนึงของการ &#8220;ทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องพิเศษ&#8221; นึกย้อนกลับไปแล้วผมก็รู้สึกผิด<br />
ผมไม่เคยบอกพ่อเลยว่า ผมทำคะแนนวิชาเลขในข้อสอบเอ็นทรานส์เก่าย้อนหลัง 10 ปี ไม่เคยได้ต่ำกว่า 95/100 และผมบวกลบคะแนนดูแล้ว อย่างเลวร้ายคะแนนของผมก็จะสูงกว่าคะแนนขั้นต่ำของอันดับ 1 ที่เลือกไว้</p>
<p>ผมเริ่มเหนื่อยจากความโดดเด่นและสมบูรณ์แบบ ช่วงมหาวิทยาลัยจึงเป็นวัยที่ผมวิ่งหนีออกจาก How-to ทั้งหลาย และได้พบกับเรื่องของเพื่อน คณะ ความฝัน ศรัทธา <br />
รุ่นผมคงเป็นรอยต่อระหว่างอดีต ที่เต็มไปด้วยคุณค่าเก่าๆอันหนักอึ้งที่ล้าสมัย และปัจจุบัน ที่จำนวนมาก มหาวิทยาลัยเป็นความเบาหวิวของเน็ทเวิร์คผู้บริโภค และเป็นสวรรค์ไร้แก่นสารระหว่างนรกแห่งการสอบเข้า และนรกแห่งการทำงาน</p>
<p>เป็นช่วงชีวิตแสวงหา ที่ล่องลอย แม้จะทำกิจกรรมต่างๆมากมาย</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้ชาร์ด มุสลิมเสเพลที่สนใจในปรัชญาพุทธ และสุราเมรัย</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้เก๋ คนรักเพื่อนรักเหล้าที่ตรงไปตรงมา คิดซับซ้อนไม่เป็น แต่จริงใจ</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้โน้ต ผู้ประสานสิบทิศ ไหว้วานคนได้ทั้งแผ่นดิน</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้เอก ผู้อ่านสามก๊กมานับร้อยจบ (ไม่ใช่สำนวนนะ เรื่องจริง) ผ่านการต่อสู้ทางจิตใจมาสาหัสนัก แม้เราจะลงเอยคนละแนวทาง แต่ผมก็นับถือมัน มันเป็นคนแรกที่วิเคราะห์ผมแล้วบอกว่า &#8220;มึงจงเป็นขุนพล อย่าเป็นแม่ทัพ&#8221; ไอ้เอกเป็นคนทำให้ว้ากเกอร์อย่างเรา ตัดสินใจล้มระบบว้ากเกอร์ของคณะวิศวะ จุฬาฯ และทำให้กรรมการนิสิตตัดสินใจยกเลิกการโปรยใบจามจุรี เพราะไม่อยากให้มีการตัดต้นไม้กับผลิตขยะจำนวนมหาศาลในแต่ละปี (แน่นอนว่าเกิดสงครามครั้งใหญ่ภายในคณะ ซึ่งต่อมา สิ่งที่ยกเลิกไปก็กลับคืนมาอยู่ดี)</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้ป่าน  ผู้บอกว่า &#8220;กูจะเป็นศาสดา&#8221; และ &#8220;ทุกอำนาจ ต้องใช้เงินโว้ยเม่น&#8221; และเลือกทำกิจกรรมในตำแหน่งที่เกี่ยวพันกับเงิน</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้บ๊อบ ผู้สามารถเปลี่ยนอายุตัวเองในบัตรประชาชนได้ ทั้งเพื่อเข้าเตรียมทหาร และเพื่อเข้าโครงการจุฬาฯชนบท มันยอมทิ้งลูกเมียไว้เบื้องหลังและมาคลุกคลีกับไอ้พวกเด็กเหลือขออย่างเรา</p>
<p>ไอ้บ๊อบสามารถกินเหล้าแสงทิพย์ 1 กลมติดต่อกันได้หมดรวดเดียว มันทำให้ผม ไอ้ชาร์ด และไอ้ตาม ต้องเดินรอยตาม</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้กอล์ฟ คนกล้าบ้าบิ่นจนถึงบ้าบอ ด้วยสปิริตบางอย่าง มันเคยยกหินขนาด 10 คนโอบจากก้นเลนเพื่อเคลียร์ทางสร้างสะพาน แต่หินกลับตกมาทับมือมัน กระนั้น เสี้ยววินาทีก่อนที่มือมันจะหัก เพื่อนๆรักบี้ก็ตั้งสกรัมและดันหลังมันไว้ได้ หลังจากนั้น มันเลยได้ฉายาว่า ผู้พัน!</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้นัท ผู้แนะนำหนังสือสารพันให้ผม โดยเฉพาะท่านพุทธทาส แต่แล้วมันก็กลับมีทรรศนคติที่โหดร้ายกว่านิทเช่ว่า &#8220;ไม่ใช่เพียงพระเจ้าตายแล้วหรอก แม้แต่พระอรหันต์กูก็ไม่นับถือ&#8221; มันศึกษาตำราจิตวิทยาหลายเล่ม เพื่อไปปั่นหัวจิตแพทย์ในตอนที่พ่อมันส่งมันเข้าโรงพยาบาลบ้า หลังจากนั้นมันตัดสินใจไม่ไปสอบ และ รีไทร์ เพื่อมาเยาะเย้ยพวกเราภายหลังว่า ไอ้พวกไต่กระไดแข่งกันในระบอบทุน</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้ต่อ ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืด ช่ำชองในสุรา นารี ยาเสพติด แต่ไม่เล่นการพนัน (มันบอกผมว่า คนเราถ้ารักจะเหี้ย ต้องเหี้ยไม่กี่เรื่อง ถ้าเหี้ยทุกเรื่อง ชีวิตจะไม่ยืนยาว) ไอ้ต่อมีผู้หญิงไม่ขาดมือ ทุกประเภท &#8211; ซึ่งหมายถึงทั้งอาชีพ และ หน้าตา ผมเพิ่งมาเข้าใจรสนิยมมันก็ตอนที่ได้อ่านชีวิตของ โทมัส ในเรื่องความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต เพราะตัวละครนี้ก็ค้นหา &#8220;ภาวะอันเร้นลับ&#8221; ซึ่งมิได้มีอยู่เฉพาะในผู้หญิงหน้าตาดีหรือขี้ริ้ว เหมือนกันกับมัน</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอัพัน ผู้มีอุดมการณ์แรงๆ ที่หวังดีกับสังคม กระนั้น มันก็พบกับความผิดหวังเสียมาก ทั้งกับเพื่อน และ วิชาชีพ (วิศวกรรมโยธา) ภายหลังมันตัดสินใจเลิกเป็นวิศวกร หันมาทำธุรกิจขายตรงจริงจัง สร้างรายได้หลักสิบล้านต่อเดือน เพื่อจะได้มีเงินเก็บมาสร้างโรงเรียนอย่างที่เคยฝัน</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้ป๊ะ ผู้รักชีวิตในค่ายอาสาฯ และไม่กลับมาเรียน จนมหาวิทยาลัยให้ออกตอนปี 2 จำได้ว่า เพื่อนๆลงเงินกัน เพื่อให้ผมและไอ้ปุ้ยขึ้นเครื่องบินไปตามมันกลับมาเดินเรื่อง และด้วยความช่วยเหลือของหลายฝ่าย คณะก็ช่วยเปลี่ยนเกรดให้ และแก้ใบรีไทร์ จนมันก็สามารถเรียนจบในปี 5 ในที่สุด</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้ปุ้ย ไอ้ฮั่น ไอ้อัค ชีวิตมันเรียบง่าย แต่หัวใจสำหรับเพื่อนนั้นยิ่งใหญ่</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้เหลา มุขตลกของมันนั้น เกินกว่าที่หนังสือเดอร์ตี้โจ๊กในโลก จะบันทึกไว้ได้หมด</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้เกริก สุดยอดปรมาจารย์ด้านคอมพิวเตอร์ มันทำให้ผมเลือกเรียนคณะคอมพิวเตอร์ (เพราะแน่ใจได้ว่า เมื่อเสเพลจริงๆ มันทำให้ผมพร้อมเตรียมสอบในเวลา 1 วันได้) เพื่อนหลายคนแซวว่า ผมจบมาได้เพราะไปซีร้อกซ์ใบปริญญาไอ้เกริกมา</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้จ๋ง ยอดฝีมืองำประกาย ฉายา &#8220;ไร้คลื่น&#8221; เพราะมันสามารถมา &#8220;สังเกตการณ์&#8221; ในทุกวงประชุมได้เป็นเวลานาน กว่าจะมีใครรู้ตัวว่า มีมันอยู่ด้วย<br />
ในฐานะที่ผมก็เป็น &#8220;ผู้สังเกตการณ์&#8221; คนหนึ่ง จึงอยากยกย่องมันว่า หากจะมีผู้สังเกตการณ์ที่เร้นตัวออกจากโลกอยู่จริงๆแล้ว ไอ้จ๋งก็จะเป็น ผู้สังเกตการณ์ที่ซุ่มดูผู้สังเกตการณ์คนนั้นอีกที</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้แมน ผู้ศรัทธาในกิจกรรมและคณะ ชักชวนผมเข้ามาในโลกของคนทำกิจกรรม แต่มันกลับรู้จักตัวเองดีพอที่กล้าลาออกในตอนปี 2 เพื่อไปเรียนคณะอื่นที่มันต้องการ</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้วิทย์ เพื่อนบดินทร์ที่ไปเรียนต่อแพทย์จุฬาฯ และเลือกชีวิตที่ยากลำบาก เพราะ &#8220;กูจะไม่รวยโว้ยเม่น และกูจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์&#8221;</p>
<p>ได้พบคนอย่างไอ้พัช และได้แต่งเพลงร่วมกัน เวลาที่ได้ทำเพลงกับพัช เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ตอนนั้น ผมถึงกับฝันว่า วันนึง ผมจะเป็นนักแต่งเพลง</p>
<p>และเพื่อนอีกจำนวนมากที่ไม่อาจกล่าวถึงได้ทุกคน ซึ่งทำให้เวลาผมอ่านหนังสืออย่าง พันธุ์หมาบ้า แล้วไม่ได้นึกถึงผู้คนในหนังสือ แต่นึกถึงเพื่อนของผม</p>
<p>เพราะช่วงเวลานั้น มีทั้งการทำกิจกรรมเพื่อสังคม การออกชนบท การเดินทางเพื่อแสวงหาตนเอง การเที่ยวเตร่ เปิดหมวก โบกรถไปกับเพื่อน การข้องแวะกับโลกทั้งด้านที่สดใจและมืดมิด ดีที่ผมชอบการเมาอย่างเดียวคือเมาเหล้า ถ้าต้องเลือกเมาเนื้อ ผมกลับชอบนั่งสมาธิมากกว่า &#8211; ซึ่งทำให้ผมผ่านช่วงนั้นมาได้อย่างปกติสุข</p>
<p>ปี 3 ผมได้บวชที่วัดป่า พบว่าสงบสุขและมองโลกในแง่ดีขึ้นมาก</p>
<p>แต่หลังจากนั้นไม่นาน พ่อผมก็เสียที่บ้าน ท่านหลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีก แม้จะรู้มาก่อนหน้าบ้าง เพราะท่านอาการแย่ลงเรื่อยๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ และไม่ค่อยทำตามหมอสั่งในเรื่องการควบคุมอาหารและเรื่องอื่นๆ พี่สาวผมที่เรียนหมออยู่ก็ไม่ค่อยมีเวลามาคอยควบคุมพฤติกรรมของพ่อ ส่วนผมที่อยู่บ้านเดียวกับท่าน ก็กลับไม่ควบคุม กลับเห็นด้วยกับท่านที่ว่า ไม่เห็นจะต้องมีอายุยืนแล้วไม่มีความสุขเลย ท่านมีความสุขกับสิ่งที่จะทำให้อายุสั้นลง ก็ให้ท่านมีความสุขดีกว่า (แม้ความสุขจะมีหลายมิติก็ตาม)</p>
<p>แต่แน่นอนว่า เมื่อท่านเสียไปจริงๆ หัวใจของผมย่อมปวดร้าวเสียใจ กระนั้นสมองผู้คิดตามเหตุผลก็กลับบอกผมว่า ทุกสิ่งนั้นสมควรเกิดขึ้นอยู่แล้ว และที่จริง &#8220;ผมมีเวลาต้องเนิ่นนานแล้ว ที่จะเอ่ยคำร่ำลา&#8221;</p>
<p>ในงานศพของพ่อนั้นผมไม่ได้เสียน้ำตาซักหยด จำได้แต่เพียงถ้อยคำที่กล่าวกับตัวเองซ้ำๆ ว่า สุดท้ายคนเราก็ต้องจากกัน และเราก็มีเวลาอันเนิ่นนาน สำหรับเอ่ยคำลาจาก <br />
กับคำถามที่คอยถามตัวเองว่า &#8220;เรายังไม่พร้อมที่จะจากกันอีกหรือ?&#8221; ซึ่งมันก็ฝังลึกลงไป จนทำให้ชีวิตหลังจากนั้นของผม กลายเป็นเหมือนถ้อยคำของ &#8220;อัลมุสตาฟา” (ปรัชญาชีวิต, คาริล ยิบราน) ที่ว่า จงอยู่บนยอดเขา เพราะที่ยอดเขา จะมองเห็นเมืองได้งดงามกว่า</p>
<p>ผมไม่กล้าเอาหัวใจไปผูกกับอะไรไว้อีกเลย แม้ไอ้ชาร์ดจะแซวว่า อยู่บนยอดเขานั้น หนาวกว่าในเมือง แต่ผมก็กลัวที่จะอยู่ในเมือง อยู่ท่ามกลางผู้คนจริงๆจังๆ อยู่ดี</p>
<p>มันทำให้ผมชินกับความเหงา และชินกับถ้อยคำปลอบประโลมตนเองว่า &#8220;เม่น มึงมีความสุขดีอยู่แล้ว&#8221;</p>
<p>หลังจบการศึกษาผมใช้เวลาทำค่ายอาสาอีก 3 เดือน แน่ใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของความฝัน และเป็นการพักผ่อนของจิตวิญญาณ แต่ผมกลับไม่แน่ใจว่า ผมกำลัง &#8220;พัฒนา&#8221; ชนบท หรือทำประโยชน์เพื่อสังคมอยู่หรือเปล่า เพราะจริงอยู่ ที่ผมนำ &#8220;ความเจริญ&#8221; ไปให้พวกเค้า แต่ใครจะรู้ว่า &#8220;ความเจริญ&#8221; จะนำพวกเค้าไปสู่อะไร</p>
<p>การทำความรู้จักกับชาวบ้าน ทำให้เข้าใจระดับนึงว่า คนจนไม่ใช่คนโง่ แต่คนจนก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี ทุกหย่อมหญ้าก็ย่อมมีเรื่องดีและร้ายทั้งนั้น และสิ่งที่น่ากลัวกว่าความจริงก็คือ ภาพลักษณ์ของความจริง และการโฆษณาชวนเชื่อ (พูดตรงๆก็คือ ชาวบ้านที่รอความช่วยเหลือนั้น บางคนก็เหี้ยจนไม่ควรไปช่วยเหลือ และอีกนัยหนึ่ง การที่เราไปช่วยเหลือ ทำให้ชาวบ้านบางคนเปลี่ยนจากคนดีกลายเป็นคนเหี้ย ก็เพราะผลประโยชน์ ที่เรายื่นไปนั่นแหละ)</p>
<p>บางครั้งผมถึงกับสิ้นหวังว่า เมื่อมีสติปัญญาและรับรู้ข้อมูลถึงระดับนึงแล้ว โลกนี้ยังจะมีเรื่องที่น่ารื่นรมย์อยู่จริงๆหรือ? และระบบที่ีมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่นี้ มันน่าอยู่จริงๆหรือ?</p>
<p>เหมือนที่หลานของเสรีไทยท่านหนึ่งกล่าวว่า คนที่พูดได้ 7 ภาษานั้นย่อมเหงากว่าคนปกติ เพราะเค้าอาจจะเข้าใจคนอื่นได้ แต่ยากที่คนอื่นจะเข้าใจเค้า ในวัยนั้นผมเริ่มพูดกับใครไม่รู้เรื่อง แม้กระทั่งองค์กร &#8220;เพื่อสังคม&#8221; ทั้งหลาย โดยเฉพาะผมเป็นเพียงแค่เด็กจบใหม่คนหนึ่ง ไม่มีงานทำ และยังเลี้ยงตัวเองไม่รอด</p>
<p>ยังดีที่ไอ้ปุ้ยพาผมไปสัมภาษณ์งาน และได้งานคอนเซ้าท์ที่ต้องเดินทางไปทั่วสารทิศ ความคิดอันฟุ้งซ่านทั้งหลายของผมจึงทุเลาลง เหลือแค่สิ่งจำเป็นเฉพาะหน้า คือการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อทำงานให้ดีและหาทางมีชีวิตอยู่ในอนาคตได้อย่างปกติสุข</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-2/" title="ชีวิตผ่านไปทีละวัน (2) ช่วงมัธยม">ชีวิตผ่านไปทีละวัน (2) ช่วงมัธยม</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-1/" title="ชีวิตผ่านไปทีละวัน (1) ช่วงอนุบาล-ประถม">ชีวิตผ่านไปทีละวัน (1) ช่วงอนุบาล-ประถม</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2001/11/imenn-begins/" title="เริ่มต้น “บันทึกบนเน็ต”">เริ่มต้น “บันทึกบนเน็ต”</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/" title="ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV">ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/" title="ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า">ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>23</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตผ่านไปทีละวัน (2) ช่วงมัธยม</title>
		<link>http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-2/</link>
		<comments>http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Feb 2007 18:44:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>iMenn</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์ตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[เพื่อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-2/</guid>
		<description><![CDATA[<p>ความคิดในเรื่อง &#8220;จงทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องพิเศษ อย่าทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องปกติ&#8221; นั้นค่อยๆเกิดขึ้น และฝังอยู่จนกลายเป็นตัวตนแบบนึงของผม</p>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote>
<p>ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยเรื่องสั้นจบในตอน ทั้งดีและร้าย สนุกสนาน ไร้แก่นสาร หรือมุ่งมั่นค้นหาสาระ บางเรื่องที่ผ่านมานั้น เราอาจจะลืมมันไปเสียนาน จนกระทั่งมีเหตุการณ์ให้หวนระลึก เรื่องที่เคยจบในตอน ก็กลับกลายเป็นแค่ปฐมบท สำหรับเรื่องขนาดยาวต่อมา</p>
</blockquote>
<p>ผมย้ายเข้ามากรุงเทพ และสอบเข้าโรงเรียนบดินทร์ ได้ที่ 1 ของรุ่น (ที่ทราบก็เพราะอาสะใภ้ เป็นอาจารย์ที่นั่น) นั่นทำให้ความคาดหวังจากคนรอบข้างเริ่มกดทับ และก็เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่า ในโลกนี้มีคนที่อยากแข่งขันกันอยู่ด้วย</p>
<p>ผมไม่อยากแข่งกับใคร ผมไม่อยากเป็นที่ 1 แล้วมีเพื่อนชม แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกไม่เป็นมิตร ผมรู้สึกว่าพ่อก็เริ่มชินกับผลการเรียนดีของผม ทำให้ท่านคาดหวังว่า ผมควรจะได้ 4.00 เป็นปกติไปตลอด ทำให้ผมบอกกับตัวเองในวัยนั้นว่า &#8220;จงทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องพิเศษ อย่าทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องปกติ&#8221; และหาทางลดความคาดหวังของคนอื่นๆ จนเริ่มทำได้ตอนที่เลื่อนขึ้นม.3 ผมได้อยู่ห้อง Queen แทนที่จะอยู่ห้อง King เหมือนที่ผ่านมา และเริ่มได้เกรด 3</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ เมื่อผมทำดี หรือได้คะแนนดี มันจึงเป็นเรื่องพิเศษ เมื่อผมทำไม่ดี ได้คะแนนธรรมดา มันจึงเป็นเรื่องธรรมดา</p>
<p>ความคิดในเรื่อง &#8220;จงทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องพิเศษ อย่าทำสิ่งพิเศษให้เป็นเรื่องปกติ&#8221; นั้นค่อยๆเกิดขึ้น และฝังอยู่จนกลายเป็นตัวตนแบบนึงของผม มันทำให้ผมมีระยะห่างกับเกือบทุกคนตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่ผมรู้สึกว่ากำลังจะกลายเป็น &#8220;คนดีสมบูรณ์แบบ&#8221; สำหรับใครแล้ว ผมกลับกลัวว่า เค้าจะมาคาดหวังอยากให้ผมเป็นอย่างที่หวัง ผมก็จะรีบชิงสร้างระยะห่างออกมา ไม่ให้ &#8220;ความดีสมบูรณ์แบบ&#8221; นั้น เป็นภาพลักษณ์ของผมต่อเค้า</p>
<p>ใช่ เพราะในช่วงมัธยมนั้น ผมเป็นทั้งตัวแทนโรงเรียนเข้าแข่งขันหลายต่อหลายเรื่อง, เป็นประธานสีที่ได้รับเลือกเอกฉันท์, อยู่ในคณะกรรมการนักเรียน, คณะกรรมการอินเตอร์แรค, เป็นประธานเชียร์ของโรงเรียนในงานกีฬา 5 พระเกี้ยว, ได้รับรางวัลแต่งเพลง (แต่ง+ร้อง+เล่นกีต้าร์) จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และได้แสดงหน้าโรงเรียน, เป็นตัวแทนโรงเรียนแข่งขันตอบปัญหาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ  ธรรมะ ประกวดสิ่งประดิษฐ์ ฯลฯ  เป็นคนพูดนำในงานรับน้องระดับมัธยมปลาย, นำร้องเพลงชาติ ไหว้พระ สวดมนต์ (ทำไปได้งัยเนี่ย) ฯลฯ</p>
<p>ภาพลักษณ์คนดีสมบูรณ์แบบนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผมศึกษาจิตวิทยาเชิง How-to มากเหลือเกินในช่วงนั้น อ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองไม่น่าต่ำกว่าร้อยเล่ม, ฝึกวินัย การตอบสัมภาษณ์ ฝึกกังฟู สมาธิ เทควันโด และอื่นๆหลายแบบ จนมันก็ฝังเข้าไปในกระบวนความคิดและการแสดงออก</p>
<p>แต่ตอนจะจีบผู้หญิง ผมกลับรู้สึกว่า ควรจะเปลื้อง How-to ทั้งหลายออกไป แล้วทำตามสิ่งที่คิดจริงๆ ไม่ให้ซ้ำ How-to ผลก็เลยกลายเป็นว่า มันเร่ิมต้น และจบลง เละไม่เป็นท่า เหมือนคนที่อยากจะแต่งเพลงเพราะๆซักเพลง แต่ตั้งใจว่าจะต้องไม่มีส่วนใดคล้ายเพลงอื่นที่มีมาในโลก แน่นอนว่า มันย่อมให้ผลลัพธ์ออกมาแต่โน้ตห่วยๆ ประหลาดๆ และไม่โรแมนติกเอาซะเลย</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h2><ul class="related_post"><li><a href="http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-3/" title="ชีวิตผ่านไปทีละวัน (3) ช่วงมหาวิทยาลัย">ชีวิตผ่านไปทีละวัน (3) ช่วงมหาวิทยาลัย</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-1/" title="ชีวิตผ่านไปทีละวัน (1) ช่วงอนุบาล-ประถม">ชีวิตผ่านไปทีละวัน (1) ช่วงอนุบาล-ประถม</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2001/11/imenn-begins/" title="เริ่มต้น “บันทึกบนเน็ต”">เริ่มต้น “บันทึกบนเน็ต”</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/08/imenn-at-my-design-fukduk-tv/" title="ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV">ออกรายการ My Design ณ FukDuk TV</a></li><li><a href="http://www.imenn.com/2009/07/finding-my-beloved-place/" title="ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า">ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า</a></li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.imenn.com/2007/02/day-by-day-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
