ว่าจะเล่าเรื่องราวของความรัก(ที่เคย)หวานๆ มาประชันกับ เว็บพี่กุ้ง มั่ง แต่ดูท่าคนดีจะมิยอม ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร กระผมเองก็เขิลเหมือนกัน เพราะย้อนกลับไปอ่านอีเมลที่กู้มาได้นั้น … ก็คิดว่า ไม่เอามาลงดีกว่า
”… เป็นเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเรา …. แต่เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สวยงามที่สุดที่เราจะไม่ลืม … เรื่องราวเกิดขึ้น .. เราทั้งสองเป็นคนร่างเส้นลาย … เหมือนฟองคลื่น .. ช่างสวยงาม แต่กลับสลายไปในเวลาชั่วยาม …”
[25/8/2544 : จากแก้ว]
– – –
== เลออฟ ==
ราวกับเป็นการช่วงชิงว่าใครจะเอ่ยขึ้นมาก่อน ระหว่างผม กับ เจ้านาย
เมื่อโปรเจ็คการ์ตูนอนิเมชั่นที่ทำกันมานั้น ดูท่าจะไม่ไปยังจุดหมาย – อย่างที่หวัง
โดยส่วนตัวผมเองนั้น ก่อนหน้านี้ ก็รู้สึกสับสนหลายอย่าง กับการเลือกวิถีชีวิต – เพราะสิ่งที่พบนั้น การเอาชีวิต มารวมกับความฝัน เมื่อมัน Fail มันจะ Fail หมด ในขณะที่ความรู้ทางวิชาชีพ กลับว่างเปล่าใน Resume
ทำให้ผมคิดว่า มันมีทางออกอะไรอีกไหม ..
1. ทำงานบริษัท (หรือรัฐวิสาหกิจ) ที่เป็นเวลา แล้วเอานอกเวลานั้นไปทำอะไรตามความฝัน
2. ลงทุนทำกิจการของตัวเอง ที่เสี่ยงน้อย แต่ได้เงินสม่ำเสมอ (มันจะมีไหมเนี่ย?)
3. ไปเรียนต่อ (ซื้อเวลา)
4. ยังคิดไม่ออก
จนแม่โทรมาถามว่าจะไปเรียนต่อไหม ผมจึงไม่ผัดผ่อนเหมือนเคย และตอบว่าไป
คิดดังนั้น เลยตัดสินใจจะลาออกประมาณเดือน มีนา เมษา เพราะรู้สึกว่า งานต่างๆนั้น ชักลงตัวโดยไม่ต้องมีผมแล้ว ในขณะที่ฐานะการเงินของบริษัท น่าจะเห็นเงินเดือนของผมเป็นภาระอยู่เหมือนกัน (เมื่อเดือนที่แล้วเพิ่งเลออฟรุ่นน้องคนหนึ่งออก ทำให้ผมคิดว่า ถ้าอยากจะคุมค่าใช้จ่าย ควรเอาผมออกดีกว่านา)
แต่แล้วก็รวดเร็วกว่าที่คิด เพราะกลายเป็นสิ้นเดือนมกราคม ผมได้รับเงินชดเชยจำนวนหนึ่ง และ
ให้ออกจากงานเลยตั้งแต่บัดนั้น มีเพียงเคลียร์งานบางอย่างอีกเล็กน้อย…
อืม คงเหมือนคนเตรียมใจจะไปบอกเลิกสาวเจ้า แต่สาวเจ้ากลับโทรมาบอกเลิกก่อน
หะ หะ ก็ทำให้รู้เคว้งคว้างได้เหมือนกันนะเนี่ย…
แล้วก็เริ่มคิด ถึงการดำรงชีวิตที่จะดำเนินต่อไป …
อาจจะเพราะความเหี้ยในการใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยของตัวเองมาตลอด ทำให้ผมคิดว่า ยังไงก่อนไปอเมริกาจะลองรับงาน (Job) มาทำดู แม้ว่าคงได้เงินไม่มากนัก แต่กระผมก็ควรจะไม่อดตายนี่หว่า
(หลายเดือนก่อนเคยคิดเล่นๆว่า อยากเป็นคนขับแท็กซี่ เพราะได้ทั้งภาษา และ ถ้าหาช่องทางพาฝรั่งไปทัวร์-เช่น ตลาดน้ำ ก็อาจได้ทั้งเที่ยว และได้ทั้งทิป แต่ขณะที่ต้องตัดสินใจจริงๆ ก็รู้สึกว่าอย่าเพิ่งเลย..)
คิดเลยเถิดไปถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการอยู่รอด : เรากำลังใช้เงินในปัจจุบัน และ เงินในอนาคต ซื้ออะไรอยู่นะ?
ในเมื่อหากเราสามารถทำงาน 2 วัน และใช้เงินจำนวนนั้น มีชีวิตอยู่ได้ 2 สัปดาห์ ก็หมายความว่า เราควรจะทำงานเดือนละ 4 วันเท่านั้นนี่นา และถ้าหากอยากมีเงินเก็บ การอาจทำเพิ่มเป็น 8 วัน 10 วัน ฯลฯ
แต่นั่นแหละ แม้จะคิดว่า ชีวิตของกระผมมันก็ไม่ได้แพงอะไรนัก แต่อย่างไร ก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้อง “ฟุ่มเฟือย” อยู่เยอะแยะเหมือนกัน ก็คงต้องดูว่า ไอ้เม่นมันจะรอดไปได้ซักกี่น้ำ…
เฮ้อ.. กลายเป็นคนตกงานเสียแล้วซิ
ยินดีต้อนรับ เรื่องซวยๆ อีกเรื่องหนึ่ง
นินทากาเลเหมือนเทสุรา เป็นเรื่องธรรมดายิ่งกว่าหายใจ
เนื่องด้วยระยะนี้ไม่ค่อยได้อัพเดทมุขจากเพื่อนๆ (โดยเฉพาะคุณเหลา ต้องขอขอบพระคุณมุขของท่านมา ณ ที่นี้ด้วย) ประกอบกับ เพิ่งได้หวนกลับไปอ่านอีเมลจำนวนหนึ่ง จึงเห็นว่า ควรแซวตัวเองอีกครา (ก็ได้วะ)
ต้นเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น เป็นวันรับปริญญาของเพื่อนคนหนึ่ง ที่มาพร้อมกับลมหนาว ในยามเช้าที่แดดอุ่นได้ทอแสง
ไอ้เม่นไปถ่ายรูปคู่กับไอ้เพื่อนคนนี้ และได้พบเพื่อน ของเพื่อนคนนี้
……..
หลังจากงาน คืนนั้นมันโทรไปหาไอ้ปุ้ย
“วันนี้กูเจอผู้หญิงคนหนึ่งว่ะ เพื่อนกิฟท์”
”.. เปล่า หน้าตาก็ไม่ได้สวยอะไร ..”
”.. เพียงแต่ …. กลับมาแล้วกูก็ลืมเค้าไม่ลงว่ะ …”
วันนั้นเป็นการกินข้าวเย็นมื้อแรกๆของเรา ไอ้เม่นคิดไปคิดมา ก็อยากพาไปร้าน Time Bottle แถวๆอนุสาวรีย์ฯ ที่บรรยากาศแสนจะโรแมนติค รอบๆร้าน รายล้อมไปด้วยแสงเทียน และมีนักดนตรีหลายคนที่เล่นที่นั่น (สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง สมัยยังไม่ดัง , ชีพชนก ฯลฯ)
กินข้าวกันไปสักพักหนึ่ง ไอ้เม่นก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรได้..
”… แก้วรู้มั้ย สมัยเราเรียน กับช่วงจบใหม่ๆ เรามาร้านนี้บ่อยเหมือนกันนะ เราชอบร้านนี้ ชอบบรรยากาศ ชอบเสียงดนตรี…”
”… แล้วเราก็เคยคิดไว้นานแล้วว่า เราต้องพาคนที่เราชอบมากินที่นี่ให้ได้เลยล่ะ…”

