แล้วเราก็เลิกกัน

9 ตุลาคม 2004 03:12 น. บันทึก

เรื่องนี้ผ่านมาซักระยะหนึ่งแล้ว คิดว่าควรบอกข่าวเพื่อนๆบ้าง

เราเริ่มคบกันเมื่อประมาณปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว หลังจากเป็นเพื่อนกันมาประมาณสิบกว่าปี ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น เพื่อนผู้อยู่อเมริกาได้ให้กระผมช่วยจีบเธอ แต่เมื่อผมกลับมาเมืองไทยและได้คุยกับเธอแล้ว ก็ตัดสินใจจีบเธอเอง โดยทิ้งให้เพื่อนได้กล่าวประโยคจากก้นบึ้งว่า “เพื่อนมันเยี่ยวรดหัวใจ” (แม้จะมีคำแก้ตัวบ้าง จากที่เธอบอกว่า ที่เธอพูดคุยและต้อนรับนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเค้าเป็น “เพื่อนของเม่น” … แต่ก็ขอให้ท่านผู้อ่านจงมีใจเป็นกลาง)

บางทีเพราะเรารู้จักกันมานาน เธอจึงเป็นคนที่ใครๆกล่าวกับผมว่า “ไอ้เม่น ถ้าในโลกนี้จะมีผู้หญิงที่มาเข้าใจมึง และ ยอมรับมึงได้ ก็มีแค่คนนี้แหละโว้ย” และผมก็เห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น เธอรู้ว่าผมต้องการอะไรในชีวิต และ ยอมรับที่จะอยู่กับผมในเวลาอันน้อยนิดของแต่ละสัปดาห์ – ทั้งๆที่ผมมีเวลามากกว่าใครๆ แต่ผมก็ใช้มันอย่างฟุ่มเฟือยมากกว่าใครๆ – และมีเวลาให้เธอน้อยกว่าใครๆ

ความสัมพันธ์เริ่มดำเนินไป แต่เวลาและความเอาใจใส่ที่ผมให้เธอก็ไม่มีการพัฒนา ผมบอกเธอว่า ทุกการกระทำในชีวิตของผมนั้น ก็เพื่อความสุขในชีวิตของผม เธอเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เติมเต็มชีวิตของผม – ในท่ามกลางองค์ประกอบอื่นๆในชีวิต

ผมบอกว่า การทำงานก็เป็นความสุขของผม (ผมคิดว่า การพูด “ที่ทำงานอยู่เนี่ยก็เพื่อเราสองคนนะ” มันฟังดูเป็นข้ออ้างที่ปัดความรับผิดชอบเกินไป) และการอยู่คนเดียว, การทำเพลง, การนอน, การเที่ยวเตร่-กินเหล้า ก็เป็นความสุข และเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งในชีวิตเหมือนกัน แน่นอนว่า การทำให้เธอมีความสุข ก็เป็นจุดมุ่งหมายด้วย

บางทีเพราะการ “ไม่มีทักษะเชิงครอบครัว” อย่างที่เพื่อนบางคนเคยวิเคราะห์ไว้ ทำให้ผมคิดว่า ในเมื่อก่อนหน้านี้เราอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข เมื่อมาอยู่ร่วมกัน ยังไงก็น่าจะมีแต่ความสุขนี่นา (เพราะอะไรที่คิดว่า มันจะไม่สุข ก็เอาไปไว้ในตอนอยู่คนเดียว หรือถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น เราก็สร้างระยะห่างอีกนิดสิ เราก็จะไม่มีปัญหากัน) ทำให้ผมเกิดทรรศนะของการ “ร่วมสุข” เป็นหลัก (อาจกล่าวว่า Win-Win Situation ก็ได้ หากไม่คิดว่าคำนี้มันกระด้างเกินไป) อย่างที่ผมเคยทำมากับทุกๆคนที่ผ่านมาในชีวิต

แต่แล้วก็พบว่า ทรรศนะนี้ทำให้ความรักของผมนั้น แห้งแล้ง ผมไม่เคยมีปัญหากับใครก็จริง แต่ผมก็เป็นที่พึ่งพิงให้กับใครไม่ได้ เพราะผมไม่ได้แบกรับความทุกข์ของเค้าไว้ และไม่ให้โอกาสเค้าแบกรับความทุกข์ของผม (คือคำว่า “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” นั่นเอง – สิ่งที่ผมทำไม่ใช่การร่วมทุกข์ของเค้า อย่างมากผมเป็นแต่เพียงช่วยแก้ปัญหาของเค้า)

แล้วทำไมผมจึงไม่ปรับตัว?

กล่าวอย่างแก้ตัวก็คือ ผมไม่รู้จะทำยังไง ผมคุ้นเคยแต่การตัดสินใจชีวิตของตัวเอง และก็ยอมรับผลของมันอย่างเบิกบาน ผมไม่คุ้นกับการไม่ตัดสินใจ (เพราะควรรออีกฝ่าย หรือ ฯลฯ) ไม่คุ้นกับการทะเลาะ-การงอนกันแล้วกลับมาคืนดีกัน และเรื่องอื่นๆที่ใช้อารมณ์และหัวใจ

แต่หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่เพื่อนคนหนึ่งได้วิเคราะห์ไว้ คงต้องกล่าวว่า “เพราะมึงขี้ขลาดเกินไป ไอ้เม่น” และผมก็เห็นด้วยว่า ผมกลัวที่จะแบ่งชีวิตครึ่งหนึ่งให้เธอ เพราะผมคิดว่าหากได้แบ่งแล้ว เมื่อต้องแยกกัน มันจะหายไปตลอดกาล แล้วผมก็จะอยู่คนเดียวไม่ได้อีก ผมจะต้องรอส่วนที่หายไปเหมือนในนิทาน ซึี่งมันคงต่างมากกับชีวิตในปัจจุบันที่ผมสามารถแก้ปัญหาของผมได้ และมีชีวิตอยู่ได้ตามอัตภาพ

เหตุการณ์หลังจากนั้นคงไม่ยากเกินคาดเดา

เธองอนผมหลายครั้ง ผมง้อหลายครั้ง ดีอยู่พักหนึ่งแล้วผมก็เริ่มไม่มีเวลาให้เธออีก วนซ้ำเรื่อยๆ จนวันหนึ่งในเดือนที่แล้ว เราก็ตัดสินใจกลับมาเป็นเพื่อนกันดีกว่า แม้จะรู้ว่าเธอคงเสียใจมาก และผมก็เสียใจกว่าที่เคยคาดคิดไว้ – แต่ผมก็คงทำได้แค่นี้เท่านั้นเอง

แม้จะเชื่อมั่นว่า “ถ้ายังรักกัน เราคงทำได้ทุกสิ่ง” แต่กระนั้นความรักของเราก็จบลง

ผมบอกเธอว่า ผมรักเธอ แต่บางที คงเป็นเพราะผมรักเธอน้อยเกินไปนั่นเอง

lovely
Photo by Marta

ความเห็น

ความคิดเห็น

  1. gift พูดว่า:

    ไม่เป็นไร
    กินเหล้ากันเหอะ

  2. Jaam พูดว่า:

    I know, it is not alright.
    But it will be fine, eventually.
    Be good and all the best. 🙂

  3. คนนอก-แฟนประจำเว็บ-พี่ต่างคณะ พูดว่า:

    “…ผมไม่รู้จะทำยังไง ผมคุ้นเคยแต่การตัดสินใจชีวิตของตัวเอง และก็ยอมรับผลของมันอย่างเบิกบาน ผมไม่คุ้นกับการไม่ตัดสินใจ (เพราะควรรออีกฝ่าย หรือ ฯลฯ) ไม่คุ้นกับการทะเลาะ-การงอนกันแล้วกลับมาคืนดีกัน และเรื่องอื่นๆที่ใช้อารมณ์และหัวใจ…”

    คุณเหมือนผมมาก ๆ เลย
    ช่างมันเถอะผ่านไปแล้ว ^_^ เรามีความสุขในแบบของเราก็ดีอยู่

  4. pui พูดว่า:

    คุณเม่นครับ ตามความเห็นของผมนั้น บทความนี้เป็นบทความที่ดีที่สุดตั้งแต่คุณเขียนมาเลยครับ เขียนมาจากความรู้สึกเนื้อแท้ มีสิ่งนอกฉาบแฝงเจือปนน้อยมาก ผมได้อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความรัก ความรู้สึกที่คุณมีต่อคนคนนี้มากกว่าผู้หญิงคนอื่นที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณเลย
    ประสบการณ์รักจริงๆครั้งนี้มีค่าต่อคุณมาก อย่าคิดว่าตัวเองเหมือนเดิมเลย ผมรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในหัวใจคุณ แม้จะไม่มากก็ตาม
    สำหรับผู้หญิงคนนั้นก็อย่าเสียใจมากนะครับ อย่างน้อยคุณก็เข้าถึงคุณเม่นได้มากกว่าใครแล้วล่ะ
    ดำเนินชีวิตกันต่อไปนะครับ เป็นกำลังใจให้

  5. Thep83 พูดว่า:

    เรื่องต่างๆหากผ่านมาแล้วผ่านไป

    หากมีสักกี่เรื่องที่จะคงอยู่ในความทรงจำแสนหวาน(จะสีจางหรือเปล่าก็แล้วแต่)

    ผมเองก็ได้พบกับใครบางคนที่รู้จักกันนานนับ10ปีเช่นกัน
    (อันสุดบังเอิญ)
    ก็ยังคงมีง้องอน-และให้เวลาน้อยไปด้วยเช่นกัน
    (ต่างแต่เพยงเพราะอยู่ไกลกันกว่า100km และยังคงดีต่อกันอยู่)

    อย่างไรก็ตามชีวิตคงไม่น้ำเน่าน้อยกว่าละครช่อง7ไปสักเท่าใด
    หรืออาจหวานซึ้งกว่างานเขียนของNicholas Spark หลายๆเล่ม

    ซึ่งอย่างน้อยวันสักวันหนึ่งของพี่เม่นก็คงมาถึงในที่สุด

    ขอให้พี่มีความสุขครับ
    เพราะพี่เม่น

  6. Ak พูดว่า:

    Welcome back to the club Mr. Vise President

    Senior President

  7. gift พูดว่า:

    – AK
    If I’m not wrong, I heard that you will resign from the club very soon? Right?

  8. ณัฐพล ดำรงสิทธิ์ พูดว่า:

    กูขอแต่งเพลงให้มึงโดยยืมวรรคสุดท้ายมึงมาดัดแปลง

    เพลงรักเธอน้อยเกินไป
    แด่ จักรกฤษณ์ ตาฬวัฒน์

    สร้อย ถ้าเรายังรักกัน เราคงทำได้ทุกสิ่ง
    ” แต่เมื่อความรักของเราก็จบลงจริง
    อาจเป็นเพราะบางที
    บางทีฉันรักเธอน้อยเกินไป
    โอ้เย้
    ขอต้อนรับสู่ CLUB F (Fail in Lovo)
    เจอกันเมื่อต้องการเหล้า

  9. mp3wizard@msn.com พูดว่า:

    เมื่อพลาดไปแล้่วก็จงเก็บมาเป็นประสบการณ์ อย่างน้อยคุยก็ยังเป็นเพื่อนกับเธอได้อยู่

    ถ้าเป็นผมคงยากที่จะกลับมาเป็นเพื่อนกันอีก 🙂

  10. iNiNGz พูดว่า:

    🙂

    (((กำลังรออ่านเรื่องต่อไป)))

  11. den พูดว่า:

    สู้ต่อไป เหมือนที่เคยสู้มาโดยตลอด หนักกว่านี้ยังมีอีกเด้อ

  12. The Sky Man พูดว่า:

    สวัสดีครับพี่เม่น
    เพิ่งรู้ว่ากลับมาเปิดเวบอีกครั้ง

    ว่าง ๆ คงได้เจอนะครับพี่
    …หนึ่ง 80 …

  13. ณัฐพล ดำรงสิทธิ์ พูดว่า:

    เม่น ขอถามหน่อยหวะ
    ถ้าจะกลับไปจีบเพื่อนที่ไม่เคยติดต่อกัน 8 ปี นี่มันเหมือนเรื่อวของมึงรึเปล่า

  14. iMenn พูดว่า:

    ตอบคุณณัฐพล:

    ไม่เหมือน

  15. puiii พูดว่า:

    ไม่ได้มาอ่านนานมากๆแต่มาเจอเรือ่งนี้พอดี ก็นะ..ผ่านไปแล้วอ่าก็ยังดีเป็นเพื่อนกันอยู่

  16. Job พูดว่า:

    Wooo… How are you doing guys? Let’s go out sometime!! Call now!! I think u got my cell no. right?

  17. hiright พูดว่า:

    มาทักทายครับพี่เม่น

  18. tatum พูดว่า:

    ความทรงจำที่แสนดี

  19. Jib พูดว่า:

    ความจริงคนเราก็ต้องการแค่คนที่อยู่เป็นเพื่อนกัน ต่างดูแลกันในระดับพอดี พอดี ในวันที่โลกนี้สวยงามน้อยกว่าวันอื่นๆ แค่นี้ก็มีความสุข…มากพอนะ

    หัวใจ – ก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าความมั่นใจหรอกน่า

  20. News พูดว่า:

    เขียนได้เยี่ยม

    บางการเป็นเพื่อนกันก็ทำให้ความสัมพันธ์ของคนเรายาวนานขึ้นกว่าการที่เป็นคนรักกันก้ได้ครับ ผมก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันเลยในตอนนี้

    แต่คิดไปคิดมา เป็นเพื่อนกันคงดีกว่า ผมไม่อยากทำให้ใคร ? หรือเธอเสียใจกับสิ่งที่ผมเป็น……….

    พูดมาแล้วเศร้า….

  21. ^_^ พูดว่า:

    เป็นธรรมดาค่ะ…ตอนนี้คุณอาจจะยังรักตัวเองมากที่สุด
    และยังไม่เจอคนที่คุณรักมากพอที่คุณจะเสียสละให้เค้าได้

  22. Mod_xxx พูดว่า:

    “เพราะมึงขี้ขลาดเกินไป ไอ้เม่น” และผมก็เห็นด้วยว่า ผมกลัวที่จะแบ่งชีวิตครึ่งหนึ่งให้เธอ”

    ผมเห็นด้วย : ผม ก็ เป็นคนขี้ขลาดเหมือนกัน

  23. ange* พูดว่า:

    ในที่สุดก็อ่านมาถึงตรงนี้จนได้ ขอบคุณนะที่เราต่างให้ชีวิตเป็นของกันและกัน
    เราไม่ได้แบ่งครึ่งหนึ่งให้กัน ชีวิตเราก็ยังเป็นของเรา ใช้มันเต็มที่ happy
    และเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ถ้ามีใครสักคนเรียกร้องจี้คิดว่า เราคงแบ่งให้กันได้ทุกอย่างแหล่ะ

    ความรักทำได้ทุกสิ่งจริงๆนะ (ร้องไห้แล้ว)

  24. Praew พูดว่า:

    สวัสดีคะ คุณเม่น
    ขอขอบคุณแง่คิดที่คุณเขียนมาทั้งหมดนะค่ะ
    ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอแล้ว